traded-tag

- - - - - 

Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น

กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง? - บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ

-- - ---

 

(ก๊อบคุณลูกมาทั้งดุ้น แม้แต่สี)

 

เอิ๊ก

 

เห็นน้องๆ ทำแถก "เรียนอย่างมีกึ๋น" มาเยอะละ ตัวเองไอ่ครั้นจะทำบ้างก็เกรงใจ นัยว่าผ่านมาหลายคณะเกิน [วิศวะ/สินสาด(อิงค์)/อุษาคเนย์ศึกษา (ประวัติศาสตร์เขมรโบราณ) มันเกี่ยวกันตรงไหนคะ!

 

เลยเอาเป็นว่า ไม่เขียนเรื่องเรียนล่ะ เพราะรู้สึกว่า จริงๆ แล้วการเลือกเรียนมันแค่ด่านแรกเองงง

 

หลังจากเวลาสี่-หรือห้า-หรือหก-หรือสิบ (สำหรับคนเรียนหมอ) ผ่านไปแล้วนั้น มันจะมีด่านใหญ่บิ๊กเบิ้มที่เรียกว่า "การทำงาน" รออยู่

 

ใครที่เลือกเรียนสาขาที่ค่อนข้างเฉพาะทางก็จะโชคดีหน่อย จบมาถ้าไม่แหวกแนวเกินก็มักได้ทำงานอย่างที่เรียนมา (เรียนหมอก็เป็นหมอไปสิ ค่าเรียนแพงงงนะ ภาษีพี่ๆ ทั้งนั้นเลยนะ!!) แต่พวกที่เรียนวิชาแอบจับฉ่ายนิดนึงเนี่ย ก็จะกระจัดกระจายทำได้หลายงาน

 

แต่งานยอดฮิตอีกหนึ่งงานก็คือ "เป็นออกาไนซ์เซอร์" .. หุหุ

 

เพราะงั้น  เรามา"เรียนงานออกาไนซ์เซอร์" กันดีก่า

 

 - ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

 

ไม่ได้เรียนแล้ว เป็นออกาไนซ์เซอร์ สาขา เอ็กซิบิชั่นแอนด์คอนเวนชั่น ออกาไนซ์เซอร์จ้ะ 

 

(ขอพิมพ์เป็นชื่ออาชีพภาษาอังกฤษละกันเหมือนจะประหยัดแรงงานกว่าอย่างเยอะ)

 

แต่ก่อนอื่น ต้องอธิบายก่อนว่า Organizer คืออะไร

 

Organizer มาจากคำว่า Organize ซึ่งแปลตรงตัวว่า "จัดการให้เรียบร้อย" (ไม่ใช่ยิ่งจัดยิ่งยุ่ง อันนั้นจะกลายเป็นออกาไนซ์'เซ่อ'... ซึ่งก็พบเห็นได้ทั่วไปในน่านฟ้าไทย เอิ๊ก) เพราะงั้นหน้าที่หลักของงานนี้ก้คือ "ไปจัดการมาซะ" ในสายตาของลูกค้า และ "มันจัดการสั่งมาว่ะ" ในสายตาของ suppliers... พูดง่ายๆ งานนี้จริงๆ ก็เป็นคนกลางระหว่างเจ้าของตัง (ลูกค้า) กะคนทำงานจริง (suppliers) จ้ะ

อ้าว แล้วทำไมเจ้าของเงินติดต่อ supplier โดยตรงไม่ได้ ทำไมต้องมี organizer ?

 ประเด็นก็คือ .. การจัดงานหนึ่งงาน ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม งานคอนเสิร์ต งานเปิดตัวสินค้า งานแต่งงาน หรืองานคอส (กร๊าก) มันจะมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องเวที แสงสีเสียง สคริปท์งาน การก่อสร้างทั้งหลาย จนถึงเรื่องพิธีกร เครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก ฯลฯ ล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน เจ้าของเงินส่วนใหญ่เห็นรายละเอียดแล้วก็อึ้ง .. แล้วก็เกิดอาการ "กรูจ้างเค้าทำดีกว่า"

Organizer ก็เลยยังมีงานทำ .... ฮา

 

- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

 

Organizer เมืองไทยมีหลายแบบจ้ะ ขึ้นกับลักษณะของงานที่ทำ แล้วก็ความถนัดเฉพาะ แบ่งคร่าวๆ ก็จะเป็น

 

1. Event Organizer 

อันนี้เป็นกลุ่มใหญ่ ลักษณะงานของคือรับจัดงานที่เรียกร้องความสนใจจากคนหมู่มากชั่วขณะ .. เช่น งานเปิดตัวสินค้า ปาร์ตี้ เปิดตัวแคมเปญ ทดลองขับรถ ฯลฯ ขาใหญ่ของกลุ่มนี้รู้สึกจะมีสองบริษัท ... Index (ของแกรมมี่ - -") กะ CM Organizer โดยมี PICO เร่งกีบตามมาติดๆ ในฐานะผู้ได้งานจากภาครัฐอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เอิ๊ก (อิจฉาเค้าก็บอกเหอะ...) ที่เหลือก็จะมียิบย่อย บางคนไม่รู้จะทำอะไรก็ตั้งตัวเป็น event organizer จ้ะ ได้งานอะไรนิดๆ หน่อยๆ ครั้งสองครั้งก็ใช้เป็นงานอ้างอิงหาเงินได้อีกนาน

งาน Event จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะแม้จะเกิดขึ้นละจบลงในเวลารวดเร็ว (ไม่ค่อยยืดเยื้อ) แต่ก็เพราะมันเร็วเนี่ยแหละ มันเลยต้องสร้างอิมแพ็ค (เมืองทองธานี.. เอ๊ย ไม่ใช่ละ!) อย่างมาก กลุ่มคนที่เน้นงาน Event นี้จึงถูกบีบบังคับให้มีความคิดสร้างสรรค์แบบไม่ค่อยเหมือนมนุษย์มนาเค้านิดนึง แบบ.. อยากให้คนสนใจก็ต้องแปลกกกไว้ก่อน ใช่มั้ยล่ะ 

 

2. Concert Organizer 

นั่น.. เด็กๆ แถวนี้อยากเป็น organizer กลุ่มนี้กันใช่มั้ยล่าาา ที่ต้องแยกออกมาจากกลุ่มแรก ก็เพราะว่า concert จะเป็นงานที่มีรายละเอียดต่างกับงาน event จ้ะ อาจไม่ต้องครีเอทมากเท่า (เพราะส่วนใหญ่พวกปั้นศิลปินเค้าคิดไว้หมดแล้ว) แต่จะมีรายละเอียดในส่วนของ แสง/สี/เสียงเยอะกว่าอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นคอนเสิร์ตนอกที่ใหญ่ๆ (นั่นแหละ.. อะไรนะ.. อะไร ดองๆ ไหๆ .. ซูเปอร์มาร์เกทอะไรนั่น อิอิ) จะมี "สิ่งที่ต้องทำ" (requirement) จากเมืองนอกที่เลี่ยงไม่ได้อย่างเยอะ นอกจากนั้นยังต้องจัดการเรื่องโรงแรม เครื่องบิน การ์ดรักษาความปลอดภัย จะกันแควนๆ ออกไปยังไงไม่ให้แควนๆ รู้สึกว่าโดนกีดกัน จะหลบเอาดาราออกจากรถไปห้องรับรองยังไง .. ล้านแปด

ขาใหญ่กลุ่มนี้ ก็... GMM Live ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปนก (บ่งบอกชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ เอิ๊ก)  RSiDream แล้วก็น้องใหม่แต่ไฟแรงโคตร ก็ ADAMAS ไง 

concert organizer เนี่ย มีบริษัทเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับเยอะจ้ะ อาจจะเพราะว่าคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ทุนสูงงงงงง บางครั้งคนที่ "คิดว่า" ทำได้ "คิดว่า" ดาราที่ตัวเองเอามาเนี่ย เกิดแล้วดังมากๆ แล้ว แต่ดันลืมคิดปัจจัยอย่างอื่น (ค่าเช่าที่.. ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าส่วนแบ่งการขายบัตร ฯลฯ แม้แต่ "จัดใกล้กับคอนดองบังเกินไป") เนี่ย ก็.. ซวยไปจ้ะ  โบกมือบ๊ายบายกันเลยทีเดียว

 

3. Convention/Conference Organizer 

งานนี้จัดการประชุมเป็นหลัก อาจจะดูวิชาการหน่อย ธุรกิจไปนิด แต่มันก็มีความยากความง่ายของมันอยู่ ขอไม่พูดรายละเอียดละกัน อิอิ

ขาใหญ่กลุ่มนี้คือ AsiaCongress จ้ะ ... ที่เหลือก็ยิบๆ ย่อยๆ (จริงๆ รายละเอียดกลุ่มนี้เยอะนะ แต่ถ้าพิมพ์นิดนึง มันต้องพิมพ์อีกยาว เลยละไว้ก่อนละกันจ้ะ)

 

4. Exhibition Organizer 

 จัดงานแสดงสินค้า ซึ่งมันก็แบ่งอีกว่าเป็นงานในประเทศสำหรับคนในประเทศ หรืองาน trade สำหรับคนในประเทศ หรืองาน trade สำหรับให้คนในประเทศออกไปนอกประเทศ (งงมั้ยล่ะ)

คนจัดงานแสดงสินค้าเนี่ย จะต้องเก่ง "เวิร์บทูเดา" ในเรื่องธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะลูกค้าหลักคือบริษัทต่างๆ ที่มาออกร้าน (ให้ "ผู้เข้าชมงาน" อย่างเราๆ เข้าไปดู) ถ้าเป็นงานใหญ่ ต้องมองออกว่ามันจะ "ขาย" หรือ "ไม่ขาย" .. ไม่ใช่เราขายพื้นที่ได้อย่างเดียว แต่ลูกค้าที่ซื้อพื้นที่มาออกงานจำเป็นจะต้องขายของได้มากกว่าที่ขายอยู่ปกติด้วย (ไม่งั้นจะมาเสียตังออกบู๊ททำไมเล่า ปัดโธ่ว) 

อันที่จริง งานการ์ตูน งานโดอย่างที่เราคุ้นๆ กัน ก็เข้าข่ายเป็น exhibition นะ เค้าเรียกว่า exhibition แบบ table-top ไง (คือวางทุกอย่างบนโต๊ะ ไม่ต้องมีบู๊ท ประหยัดพื้นที่กว่า)

ขาใหญ่กลุ่มนี้... เยอะจ้ะ แต่ส่วนใหญ่จะถืองานประจำของตัวเองกันคนละงานสองงานสามงาน

 

5. Wedding Organizer 

ต้องอธิบายมั้ยเนี่ย? XD 

กลุ่มนี้เค้าเน้นเลิฟๆ ขายความสวยของงาน ความสามารถในการจัดการความต้องการของเจ้าบ่าว เจ้าสาว พ่อเจ้าบ่าว พ่อเจ้าสาว แม่เจ้าบ่าว แม่เจ้าสาว และอาอึ้มอาแปะอากงอาม่าของทุกฝ่าย ให้งานออกมาราบรื่นที่สุดในงบที่ (บ่อยครั้ง) จำกัดที่สุด

ขาใหญ่กลุ่มนี้ .. ไม่รู้จ้ะ ไม่อิน เอิ๊ก

 
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง? - บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

ทำงานจ้ะ 

 

ฮาาาาาาาาาาาาาาา (กริบ)

 

เคล็ดลับที่จะทำ organizer ไม่ว่าสาขาไหนให้ไม่ตายคางานคือ

- ต้องอึด ... เพราะงานหนัก ไม่ว่าทำสายไหนก็งานหนักทั้งนั้น
- ต้องใจดี (สู้เสือ) ... ลูกค้ามีหลากหลายรูปแบบจ้ะ บางคนดีใจหาย บางคนก็.. อะไรของ (แม่ง) วะ แต่หน้าที่เราก็ต้องยิ้มสู้บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณของมันไป อย่าลืมว่าเงินเรามาจากกระเป๋าเค้า (ซึ่งส่งไปให้เจ้านายเราแล้วเจ้านายเราส่งมาให้เราอีกที)
- ต้องละเอียด แต่ไม่ละเอียด (ยังไงฟละ!?) ... คือ ต้องละเอียดในส่วนที่ควรจะต้องละเอียด (เช่นตารางงาน เรื่องเงิน ฯลฯ) แต่ไม่ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ค่อยสำคัญ ("เมื่อกี้ยัยเด็กทำงานชั่วคราวมันไม่ได้ไหว้เรารึเปล่านะ?") งาน organizer คือต้องรู้รายละเอียดแทนเจ้าของเงิน ต้องประสานงานและประสานงากับผู้คนหลายกลุ่ม (คนจัด coffee break, คนสร้างเวที, คนรับลงทะเบียนหน้างาน ฯลฯ) เพราะงั้นห้ามไปเสียเวลากับเรื่องชิบฉ่อยจ้ะ
- ต้องมีระเบียบ แต่มั่ว (เอาอีกละ ...)  ต้องมีระเบียบในงานที่จัดระเบียบได้ แต่ถ้ามันจัดไม่ได้ บางครั้งต้องวางเฉยให้มันมั่วจ้ะ แล้วจะดีเอง (แต่ต้องมั่วอย่างมีระเบียบอีกนะ .. ฮา)
- ต้องไว ข้อนี้อาจไม่บังคับ แต่ควรจะมีจ้ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วงานทางนี้ "เผาทั้งนั้นนนน" แบบ ต้องทำกันถึงตีสี่ตีห้าเพราะงานจะ On พรุ่งนี้แล้วก็บ่อยไป ยิ่งทำงานเร็ว คิดงานได้เร็ว เข้าใจอะไรๆ ได้เร็วยิ่งได้เปรียบ

- อันนี้สำคัญ ...ต้องใจรัก ... อันนี้เป็นข้อที่ยากมากกก กว่าจะรู้ตัวว่ารักหรือไม่รัก แต่วัดกันได้ง่ายๆ จากอัตราความถี่ในการ "วิ่งเข้าหางาน" สมัยเรียนหนังสือ พวกการจัดกิจกรรมทั้งหลายเนี่ย มันคือแบบฝึกหัดอย่างอ่อนๆ สำหรับการเป็นออกาไนซ์เซอร์ที่ดีทีเดียว ดังนั้นถ้าครั้งใดที่มีการเลือกตัวแทนไปประชุมจัดงานคณะ/สาย/ห้อง/โต๊ะ .. ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่หลบมุมอยู่เงียบๆ คนเดียว .. อย่าาาาจ้ะ อย่าทรมานตัวเองกับการทำ organizer เลย

 

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

ดูจากภายนอก คนชอบมองว่าอาชีพ organizer เป็นอาชีพที่สบาย วันๆ ตื่นสายๆ โฉบไปโฉบมา เดี๋ยวเดียวก็ได้เงินเป็นแสนเป็นล้านแล้ว .. แต่จริงๆ .. มันก็คืองาน เบ๊ ดีๆ นี่เองนะคะ

ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี ไม่สนุก ไม่ท้าทาย .. แต่อย่างที่บอกข้างบนๆ แหละ งานมันหนักจ้ะ มันจะมีช่วงหนักมาก หนักโคตร แล้วก็  หนักชิบหายยย เพราะงั้นถ้าสนใจ อยากแนะนำให้ลองไปฝึกงานกับบริษัท organizer ที่เจ๋งๆ ก่อน จะได้ลองเชิงด้วยว่าชอบหรือไม่ ไม่ชอบจะได้ถอยดีกว่าาาทัน

 

แล้วถ้าสนใจต้องเรียนอะไรมา?

 

ข้อดีอย่างนึงคือ มันไม่มีข้อจำกัดของคนที่จะมาเป็น organizer ตราบใดที่คุณ "จัดการมันได้" ดังนั้นเราถึงเห็นคนจบหมอ วิศวะ สถาปัตย์ รัฐศาสตร์ บัญชี เศรษฐศาสตร์ บริหาร ภาษา ประวัติศาสตร์  นิเทศ วารสาร สังคมศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ มาเป็นออกาไนซ์เซอร์กันได้ทั้งนั้นจ้ะ 

 

จบ!!!!!

 

 

ป.ล. พรุ่งนี้ที่ IMPACT เมืองทองธานี มีงาน Kids of the World เปิดวันแรกนะจ๊ะ อิอิ

ป.ป.ล. จริงๆ ก็อยากเขียนถึงอะไรที่เรียนมาเหมือนกัน... ให้โหวตดีก่า เอา "สินสาด เอกอังกฤษ" หรือ "อุษาคเนย์ศึกษา ประวัติศาสตร์เขมรโบราณ (โท)"? เอิ๊กกก

 

จบจริงๆ ละ!!