อันเนื่องจากหงุดหงิดกับตอนสุดท้ายของ Harry Potter เหลือประมาณ


ฟิกเรื่องนี้เป็นของ furiosity แปลไว้ตั้งแต่ประมาณหนึ่งปีที่แล้ว ... ไม่ได้แปะเพราะสาเหตุอันใดก็ไม่รู้ (เหมือนแปลสนองตัณหาตัวเองอย่างเดียว อิอิ)



จะทยอยเอามาลงตามฤกษ์สะดวกละกันนะคะ อ่านแล้วชอบไม่ชอบ แปลห่วยยังไงก็ลงชื่อบอกกันด้วยนะค๊าาา (ไม่เม้นท์ไม่ลงต่อ.. กร๊าก)



===================================================

Title: Alpha Watch I: Sin For Me
Part: 1.1/3
Author: furiosity (แปลโดย D.M. โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว)
Pairing: Harry/Draco
Rating: R
Summary: แฮร์รี่ไม่เคยคิดว่าสันติภาพจะคงอยู่ตลอดกาลนาน ดัมเบิลดอร์สอนเขาไว้ดีกว่านั้น แต่เขาแค่ไม่คิดว่าสงครามครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังการตายของโวลเดอมอร์ เขาไม่เคยนึกฝันว่าสงครามครั้งใหม่นี้จะเป็นเรื่องสงครามส่วนตัวของชายหนึ่งคนต่อสู้กับระบบ โลกเวทย์มนตร์คือระบบนั้น และแฮร์รี่คือชายคนนั้น

===================================================

The Alpha Watch Archives
Volume I: "Sin For Me"


เหตุการณ์สำคัญของโลกเวทย์มนตร์ในศตวรรษที่ยี่สิบ หน้า 935

แฮร์รี่ พอตเตอร์ได้ชัยชนะเหนือลอร์ดโวลเดอมอร์ที่ชายหาดร้างคนใกล้เมืองบรอดสแตร์ ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์แต่อย่างใด และแฮร์รี่ พอตเตอร์ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงที่จะกล่าวถึงการดวลครั้งสุดท้ายนั้น มีการคาดคะเนถึงสาเหตุที่ทำให้เขาปิดปากเงียบมากมาย...


เดลี่ พรอเฟ็ต วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2542, หน้าหนึ่ง

เหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านออตเทอรี่ เซนต์แคชโพล บ่ายวานนี้ ทันทีที่ได้รับการแจ้งจากมักเกิ้ลในละแวกนั้น มือปราบมารเร่งเดินทางไป ณ ที่เกิดเหตุและพบกับซากปรักหักพังที่ยังกรุ่นควัน ภายในบ้านพบศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดเก้าศพ ทั้งหมดเป็นสมาชิกครอบครัววีสลี่ย์ “ทุกคนถูกฆาตกรรม” มือปราบมารคิงสลีย์ แช็คเคิลโบลท์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวนี้และเป็นหนึ่งในมือปราบที่ไปถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรกกล่าว ผู้ต้องสงสัยสามคนกำลังถูกสอบสวนอยู่ ณ กระทรวงเวทย์มนตร์ ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกสามคนที่เหลือกำลังถูกมือปราบมารติดตามอย่างกระชั้นชิด ดูเหมือนว่าแ้ม้ความตายก็ไม่อาจลบความผยองของลอร์ดโวลเดอมอร์ที่จะสร้างสถานการณ์ขึ้นอีกหลังการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ผู้สื่อข่าวเชื่อว่าเขาส่งนักฆ่ามาเพื่อให้แน่ใจว่า หากแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ไม่สมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


อัลฟ่าวอช โดย แฮร์รี่ เจมส์ พอตเตอร์ (ไม่ได้รับการตีพิมพ์) หน้า ix

ผมไม่เคยคิดว่าสันติภาพจะคงอยู่ตลอดกาลนาน ดัมเบิลดอร์สอนผมไว้ดีกว่านั้น แต่ผมแค่ไม่คิดว่าสงครามครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังการตายของโวลเดอมอร์ ผมไม่เคยนึกฝันว่าสงครามครั้งใหม่นี้จะเป็นเรื่องสงครามส่วนตัวของชายหนึ่งคนต่อสู้กับระบบ โลกเวทย์มนตร์คือระบบนั้น และผมคือชายคนนั้น


ประวัติศาสตร์โลกเวทย์มนตร์สมัยใหม่ หน้า 629

หลังจากหนึ่งสัปดาห์ของการสืบพยานที่เต็มไปด้วยหลักฐานจากการฆาตกรรมครอบครัววีสลีย์ ศาลสูงวิเซ็นกาม๊อทก็ประกาศให้เขา (วอลเด็น แมคแนร์) เป็นผู้วิกลจริต และพิพากษาให้ส่งตัวเขาไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยสูงสุดอิงค์วาร์ โบนส์แห่งโรงพยาบาลเซนต์มัลโก้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้ซึ่งได้ััรับอนุญาตให้เข้าฟังคำพิพากษาเนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตรีคนสุดท้องของครอบครัววีสลีย์ ต้องถูกคุมตัวออกจากห้องพิพากษาที่สิบหลังจากเขาขู่กรรโชกประธานผู้พิพากษา


เดลี พรอเฟ๊ต, วันที่ 31 พฤษภาาคม 2543, หน้าหนึ่ง

เช้าตรู่วันนี้ วอลเด็น แมคแนร์ ผู้เสพความตายและจำเลยที่หนึ่งในคดีฆาตกรรมครอบครัววีสลีย์เมื่อไม่นานมานี้ ชิงไม้กายสิทธิ์ (ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน) ต่อสู้และเอาชนะหน่วยรักษาความปลอดภัยที่แผนกคุมขังพิเศษในโรงพยาบาลเซนต์มังโก้และหลบหนีการจับกุมไปได้


อัลฟ่าวอช โดย แฮร์รี่ เจมส์ พอตเตอร์ (ไม่ได้รับการตีพิมพ์) หน้า xxiii

ผมโตขึ้นมาโดยคิดว่าการมีอยู่ของสังคมนั้นมีจุดประสงค์คือการให้การคุ้มครองสมาชิกในสังคมนั้น คิดเสมอว่าสังคมโลกเวทย์มนตร์ก็เคารพหลักความจริงและความยุติธรรมดังที่สังคมศิวิไลซ์ควรจะเป็น คิดมาตลอดจนกระทั่งสังคมทำให้ผมผิดหวัง ผมช่วยคนพวกนั้น ผมให้อนาคตกับพวกเขา แต่คำขอบคุณที่ได้คือการเอากฏหมายเก่าแก่มาโบกตรงหน้าและอ้างว่าพวกเขาให้ความยุติธรรมกับเราแล้ว สังคมเดียวที่ผมจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของมันได้มิได้สร้างขึ้นจากหลักการความถูกต้อง แต่กลับสร้างขึ้นจากประเพณี ประเพณีแบบเดียวกันกับที่ทำให้สมาชิกบางกลุ่มของสังคมนี้ใส่หน้ากากและฆ่าสมาชิกที่เกิดมาเป็นมักเกิ้ล กฏหมายเก่านั้นช่างน่าขัน เป็นละครตลกจากอดีตที่เลือนหายไปนานแล้ว...


ความทรงจำ โดย เนวิลล์ ลองบอทท่อม (ไม่ได้รับการตีพิมพ์) หน้า 733

เบลซ ซาบินี่บอกว่าสคริมเกอร์ก็แค่คนธรรมดา เพราะฉะนั้นก็ฆ่าให้ตายได้ แต่แฮร์รี่ตัดบทเสียก่อน ผมไม่มีวันลืมสีหน้าของเขา ณ ตอนนั้นเลย ภาคภูมิและตั้งมั่น กริฟฟินดอร์อย่างแท้จริง "ถ้าร่วมมือกันไม่ได้ ก็เอาชนะเขา" แฮร์รี่พูด สายตาจับนิ่งที่เปลวไฟในเตาผิง "และถ้าใช้กำลังไม่ได้ ก็ต้องใช้เชาว์ปัญญา" ท่าทางเบลซจะชอบคำพูดนั้นนะ ผมว่า...


บันทึกส่วนตัว เฮอร์ไมโอนี่ เกรงเจอร์ ไม่ลงวันที่

ก็น่าทึ่งมากทีเดียวว่ามีคนที่พร้อมจะสนับสนุนแฮร์รี่มากมายเพียงใด ต่อให้สิ่งที่เขากำลังจะทำนั่นจะเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลก็ตาม คนที่คิดเหมือนกับเรา คนที่เสียคนที่รักไปเหมือนกับเรา คนที่เพียงแค่รักแฮร์รี่ในความเป็นตัวเขา เมื่อวานนี้แฮร์รี่ได้ชื่อให้พวกเราแล้ว "การเคลื่อนไหว" เขาบอกว่าเลือกคำที่จะใช้ในประโยคสนทนาทั่วไปได้โดยไม่ต้องโดนเพ่งเล็ง ฉันว่าเขาก็พูดถูกอยู่เหมือนกัน เพราะ "ภาคีแห่งฟินิกซ์" มันแทบจะเท่ากับคำว่า "องค์กรลับ" เลยทีเดียว...

::

ลอนดอน, เลขที่สิบสอง กริมโมลด์เพลซ

แฮร์รี่ยืนพิงขอบหน้าต่างในห้องวาดรูป แง้มมองผ่านช่องว่างของม่านไปยังถนนเบื้องล่าง นกพิราบตัวหนึ่งไซ้ขนอยู่บนขอบตึกใต้หน้าต่าง นกพิราบเพียงหนึ่งตัว แต่แฮร์รี่รู้ดีว่าถ้าเกิดอะไรที่มันคิดว่าสำคัญขึ้น ไม่นานจำนวนนกพิราบจะเพิ่มทวีคูณ ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ ถ้าให้สิ่งที่พอจะมีค่ากับใครสักคนไม่นานก็จะมีคนมาติดตามอีกไม่น้อย นั่นคือสิ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวยังคงอยู่ได้หรือเปล่า? หรือผู้คนจะมาตามแสงเรืองของอำนาจที่ตัวเขาเองไม่ได้ต้องการแต่อาจจะคว้ามาได้ อำนาจที่หลายคนจะกีดกันเขาเพราะเขายังเยาว์เกินไปที่จะใช้มัน

แฮร์รี่ถอนสายตาจากนกพิราบตัวนั้นและหันหลังให้หน้าต่างพลางหัวเราะอยู่ในใจ ไม่มีหรอกเรื่องที่ว่าเด็กเกินไปที่จะมีอำนาจ คนพวกนั้นไม่รู้จักเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเอาเสียเลย ทอม ริดเดิ้ลไม่ได้เกิดมีความเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยานขึ้นมาเพียงเพราะเขาอายุถึงเกณฑ์แล้ว ไม่นานหรอก พวกผู้ใหญ่ทั้งหลายในรัฐบาลพ่อมดจะได้รู้ว่าความเยาว์วัยนั้นเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่อุปสรรค คนของแฮร์รี่เกือบจะพร้อมโจมตี ที่เหลือเพียงอย่างเดียวคือต้องเลือกทีมผู้ร่วมอุดมการณ์ที่แฮร์รี่ไว้ใจและสนิทด้วยที่สุด แฮร์รี่รู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่คล้ายคลึงกับโวลเดอมอร์และพวกผู้เสพความตายของเขาเพียงไร แต่หมวกคัดสรรก็ เคย คิดจะเอาเขาเข้าบ้านสลีธีรินไม่ใช่หรือ

"ฉันว่าอันนี้น่าจะใช้ได้นะ" เสียงของเฮอร์ไมโอนี่ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของเขา

แฮร์รี่หันไปมองเธอและก็ต้องประหลาดใจ เธออ่านหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องวิชาการ - ซักที - หนังสือที่เหมือนจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ของพวกมักเกิ้ล แต่ก็นั่นแหละ แฮร์รี่บอกตัวเอง เขาน่าจะรู้ดีว่าเธอจะหาความรู้จากทุกสิ่งที่อยู่ในมือจนได้ ต่อให้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีสาระอะไรเลยก็ตาม

"ว่ามา" เขาพูดพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้โซฟา เขาพยายามเพ่งสมาธิไปที่กระดานหมากรุกบนโต๊ะเตี้ยๆ แต่ก็ไม่อาจคิดหาทางเดินหมากได้

"กฏสามข้อของหุ่นยนต์" เฮอร์ไมโอนี่พูด

แฮร์รี่หันไปหรี่ตามองเธอ "หุ่นยนต์?"

เธอโบกหนังสือในมือ "ใช่ หุ่นยนต์ นายอาซิมอฟอะไรนี่เขียนเรื่องของหุ่นยนต์สมองกลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้มนุษย์ แล้วก็แต่งกฏขึ้นมาชุดหนึ่งสำหรับหุ่นยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบแฟรงคเกนสไตน์ที่สิ่งประดิษฐ์กลับแว้งทำร้ายคนสร้างเสียเอง ฉันว่าเราใช้กฏพวกนี้มาเป็นคำปฏิญาณสวามิภักดิ์ได้ ถ้าเรายังจะทำอยู่นะ" ประโยคสุดท้ายจบลงด้วยการหรี่ตาเพ่งแฮร์รี่ ราวกับจะท้าเขาอีกครั้ง

แฮร์รี่ถอนใจ "ไม่ต้องมี 'ถ้า' แล้ว เฮอร์ไมโอนี่ กฏมันคืออะไร?"

"กฏข้อแรกกล่าวว่า หุ่นยนต์จะต้องไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ หรือละเว้นการกระทำใดๆ ซึ่งการละเว้นนั้นส่งผลให้มนุษย์ตกอยู่ในอันตราย" เธออ่าน

แฮร์รี่คิดอยู่ชั่วครู่ "นั่นก็จะจัดการพวกอีโก้จัดมั่นใจในตัวเองสูงที่จะคิดว่าจัดการอะไรๆ ได้ดีกว่าฉัน ทั้งที่อยู่ปลายแถว แต่เรื่องการเชื่อฟังล่ะ?"

"กฏข้อที่สองกล่าวว่า หุ่นยนต์จะต้องเชื่อฟังคำสั่งจากมนุษย์เสมอ ยกเว้นเพียงกรณีที่คำสั่งนั้นขัดแย้งกับกฏข้อแรก"

ริมฝีปากของเฮอร์ไมโอนี่เม้มลงแน่นเมื่อแฮร์รี่ส่งสายตาจ้องหน้าเธอ เธอเองก็ไม่ชอบแนวคิดที่จะต้องบังคับให้คนกลายเป็นเอลฟ์ประจำบ้านเหมือนกัน แต่แฮร์รี่รู้สึกว่ามีความแตกต่างระหว่างเอลฟ์ประจำบ้านที่เกิดมาโดยไม่มีทางเลือก กับมนุษย์ที่สามารถเลือกได้โดยอิสระว่าจะเชื่อฟังใครหรือไม่ เขาเถียงชนะเฮอร์ไมโอนี่เมื่อนานมาแล้ว แต่ก็รู้ดีว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าเฮอร์ไมโอนี่จะยอมรับประเด็นนี้ของคำปฏิญาณสวามิภักดิ์

"ข้อสามล่ะ?" เขาถาม เบือนสายตากลับไปมองกระดานหมากรุกอีกครั้ง บิชอปของราชินีขาวที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของทั้งอัศวินดำและเบี้ยดำกำลังนั่งขัดเล็บกับเสื้อคลุมงาช้างของตัวเองพลางเหลือบตามองเพดาน

"หุ่นยนต์ต้องปกป้องการคงอยู่ของตัวเอง ตราบใดที่การป้องกันตัวเองนั้นไม่ขัดแย้งกับกฏข้อแรกและกฏข้อที่สอง" เฮอร์ไมโอนี่ตาม เธอวางหนังสือลงบนโต๊ะและหยิบคุ้กกี้ขึ้นมา "ยังมีที่เขาเรียกว่า ปฐมกฏ ที่เป็นเรื่องของมนุษยชาติโดยรวม แต่ฉันว่ามันไม่เกี่ยวกันหรอก"

"ไม่เกี่ยว" แฮร์รี่ตอบ หรี่ตาพร้อมๆ กับที่เลื่อนตัวบิชอปให้พ้นจากอันตราย มันหันมาถลึงตาใส่เขาแต่ก็เลื่อนถอยหลังไปสองช่อง แฮร์รี่เงยหน้าขึ้น "นายว่าไง รอน?"

ในภาพวาดที่แขวนอยู่บนกำแพงนั้น รอนยักไหล่ "ก็ฟังดูดีนะ เพื่อน อัศวินไป อี-3" อัศวินดำเคลื่อนไปตามที่สั่ง "รุก" รอนพูดเบาๆ

แฮร์รี่ถอนใจและยกมือขึ้นนวดหน้าผาก "นี่ฉันตกหลุมนี้ไปกี่รอบแล้วเนี่ย?"

"หกสิบแปด ไม่รวมครั้งนี้นะ" เป็นเสียงที่ตอบมาอย่างร่าเริง

อย่างน้อยรอนไม่มีวันเปลี่ยน อย่างน้อยนั่นก็ช่วยปลอบประโลมใจเขาได้บ้าง แม้จะมีคำว่า "ไม่มีวัน" อันโหดร้ายติดอยู่ด้วย แฮร์รี่ได้แต่หวังให้ครอบครัววีสลีย์ได้วาดภาพของจินนี่ไว้บ้าง แต่สิ่งที่เธอทิ้งเอาไว้ให้เขาดูต่างหน้าได้มีเพียงแต่ภาพถ่าย ซึ่งทั้งหมดก็มอดไหม้ไปพร้อมๆ กับบ้านโพรงกระต่าย ภาพวาดของรอนแขวนอยู่ที่บ้านคุณแม่ของมอลลี่ และคุณนายพรีเว็ตก็ไม่ได้เต็มใจจะพรากจากภาพนั้นสักเท่าใด แต่ยังก็เทียบไม่ได้กับความไม่เต็มใจของแฮร์รี่กับเฮอร์ไมโอนี่ในการที่จะต้องพรากจากรอน แฮร์รี่ส่ายหน้าและเบือนหนีจากกระดานหมากรุก ไม่สนใจสายตาจับจ้องจากบิชอปขาว

"เธอจะเอา 'กฏ' พวกนี้มาเขียนใหม่ให้เข้าจุดประสงค์เราใช่มั้ย?" เขาถามเฮอร์ไมโอนี่

เธอพยักหน้า แต่ไม่ยอมมองตาเขา เฮอร์ไมโอนี่จะทำทุกอย่างที่เขาต้องการ แฮร์รี่รู้ดี แต่เธอก็จะไม่ยอมให้เขาตัดสินใจอะไรหุนหันพลันแล่นเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องดีกระมัง เขาว่านะ ห้าปีของการก่อตั้งเครือข่ายกบฏใต้ดินได้ดึงเอาความหยิ่งทะนงที่ทำให้ทั้งทึ่งและกลัวในเวลาเดียวกันออกมา หลายครั้งทีเดียวที่เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นคนแบบที่ตัวแฮร์รีเมื่ออายุสิบห้า แฮร์รี่คนที่ตั้งกองทัพของดัมเบิลดอร์ จะเกลียดเอาหรือเปล่า

"ดี" เขาพูดออกมาดังๆ "อยากรู้จังว่านายคนที่คิดกฏพวกนี้จะว่ายังไงถ้าเขามานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย" เขาเสริม

เฮอร์ไมโอนี่หัวเราะเค่น "เขาอาจจะอยากขังเดี่ยวพวกเราเพราะมาพูดเรื่องเวทย์มนตร์ก็ได้นะ" เธอตอบ

"สงสัยอีกอย่าง ทำไมโวลเดอมอร์ไม่บังคับให้พวกผู้เสพความตายปฏิญาณไม่คืนคำกับเขา?" รอนถามขึ้นพลางลุกขึ้นไปยืนพิงกรอบรูปวาดแทนตัว

"ไม่รู้สิ" แฮร์รี่ตอบพร้อมยักไหล่

ถ้าเกิดมีการใช้ปฏิญาณไม่คืนคำในสงครามของโวลเดอมอร์ ทุกคนคงเละเป็นโจ๊กกันหมดแล้วแน่ โวลเดอมอร์แพ้สงครามครั้งแรกเพราะคำพยากรณ์ โชคชะตาเล็งได้แม่นเสมอเมื่อต้องการ และเขาแพ้สงครามครั้งที่สองเพราะการทรยศของผู้เสพความตายคู่หนึ่ง ถ้าเดรโก มัลฟอยและสเนปไม่ได้เป็นสายให้ แฮร์รี่เองก็คงตายสนิทเหมือนๆ กับรอน เขาพบว่าริมฝีปากตัวเองกระตุกเล็กน้อย หลายครั้งทีเดียวที่เขาอยากจะตายสนิทเหมือนๆ กับรอน

"บอกได้แค่ฉันดีใจที่เขาไม่ทันคิดเรื่องนั้น" เขาพูดออกมาดังๆ "แต่พวกเราคิดได้ ก็แค่หวังว่ามันจะคุ้มค่าแล้วกัน"

::

อารูบา บังกาโลว์เล็กๆ ในเขตอิสระบาร์คาเดร่า

เดรโก มัลฟอยนั่งคนกาแฟและมองนกนางนวลตัวหนึ่งบินวนช้าๆ ด้านนอกหน้าต่างบ้าน นกตัวนั้นบินต่ำ อาจจะเห็นเหยื่ออยู่บนชายหาดหรือในทะเล จะอีกนานเท่าไหร่กว่าที่มันจะโฉบลงมาคาบอาหารเช้าไปนะ? บางครั้งเดรโกก็นึกอิจฉานก พวกมันไม่ต้องทำอะไรมากกว่าแค่หาอาหารและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อเสียเอง ครั้งหนึ่งมนุษย์ก็ดำรงชีพแบบเดียวกัน แต่นั่นคือก่อนที่มนุษย์จะค้นพบเวทย์มนตร์

เสียงจากเตาไฟเรียกให้ให้เดรโกหันกลับไปมองและเห็น เบลซ ซาบินี่ก้าวออกมาบนพรมที่วางไว้ตรงนั้นพอดี

"เบลซ" เดรโกพูดยานคาง วาดไม้กายสิทธิ์ไปทางตู้ใบหนึ่งในครัวและเรียกแก้วกาแฟออกมา "อะไรต่ออะไรเป็นยังไงบ้างล่ะ?"

เบลซก้าวมาที่โต๊ะพร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง แก้วใบนั้นลอยมาหยุดตรงหน้า เขาหยิบกาฝรั่งเศสใกล้มือมารินกไปรินกาแฟเอง "สคริมเจอร์ตายแล้วเช้าเมื่อวานนี้" เขาพูด "ฉันเพิ่งคุยกับแฮร์รี่แล้ว..."

เดรโกทำเสียงเยาะพลางยกมือขึ้นห้าม "ขออนุญาตปฏิเสธที่จะฟังเรื่องงี่เง่าเกี่ยวกับพอตเตอร์และขบวนการแก๊งค์เด็กอยากเป็นนักต่อสู้เพื่อชีวิตนะ แค่นายเข้าไปร่วมด้วยฉันก็อายแทนจะแย่อยู่แล้ว เป็นสลิธีรินแต่กลับไปเดินตามตูดกริฟฟินดอร์ต้อยๆ! ศักดิ์ศรีอยู่ไหน! อายมั่งมั้ย!"

"เลิกจิกเรื่องนั้นซะทีน่า" เบลสบ่นระหว่างตักน้ำตาลใส่กาแฟ

"จะเลิกทันทีที่นายประกาศตัดญาติจากขบวนการใต้ดินสิ้นศักด์ศรีนั่น เลิกเคียงบ่าเคียงไหล่กับเลือดสีโคลนแล้ว..."

"ไม่ต้องมาเทศนาหรอก โอเคมั้ย? ลืมไปแล้วเหรอไงว่าโลกหมุนไปจนมันไม่ใช่ยุคที่เค้าฮิตแฟชั่นเกลียดพวกเลือดสีโคลนกันแล้ว เป็นสลิธีรินประสาอะไรถึงรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้?"

"สลิธีรินที่ตายแล้วน่ะสิ" เดรโกตอบเบาๆ พลางนึกถึงการประชุมบ้านประจำปีที่ศาสตราจารย์สเนปจะปาฏกถายืดยาวเรื่องความหมายของการได้อยู่ในบ้านของซาลาซาร์ บ้านของซาลาซาร์ เดรโกยิ้มเยาะพลางหันไปหาเบลซ "นายรู้มั้ยว่าใครสร้างบ้านหลังนี้?"

"มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่พูดกันด้วย?"

"เอสทาบาน ซาลาซาร์ อิ รูซ เดอ อัลเลนเด" เดรโกพูดต่อ "ลุงของแม่ฉัน ที่รอบๆ บ้านนี่พวกมักเกิ้ลเรียกกันว่า พอร์ตโต ฟรังโค สมัยก่อนที่พวกนี้จะเป็นเขตปกครองตนเอง ตอนนี้ก็แค่เหมือนเป็นเขตปลอดภาษี... สิ่งที่พวกนั้นไม่รู้ก็คือท่าเรือปลอดภาษีติดทะเลนี่เป็นเขตโบราณที่มีเวทย์มนตร์รวมตัวกันสูงมาก สูงจนใช้เวทย์มนตร์สู้กันไม่ได้เลย"

"ขอประเด็นหน่อยได้มั้ยเพื่อน?" เบลซถาม

เดรโกมองหน้าเขาอย่างรำคาญ "ประเด็นคือว่า เอสทาบาน ซาลาซาร์รู้เรื่องนี้ดีตอนที่สร้างบ้านหลังนี้ ที่นี่เป็นเหมือนถ้ำกันระเบิดตดของมักเกิ้ล"

"หลุมหลบภัย"

"นั่นแหละ ที่นี่ฉันจะปลอดภัยจากการโจมตีด้วยเวทย์มนตร์ทุกรูปแบบ เพราะงั้นทำไมจะต้องสนเรื่องยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วย?" เดรโกยืดไหล่ขึ้นและมองตรงไปที่ตาของเบลซ "ถ้าพอตเตอร์อยากปฏิวัติ มันเกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันใช้หนี้หมดแล้ว ฉันทรยศต่อเจ้าแห่งความมืดแล้วก็เสียทั้งพ่อกับแม่ไป มันไม่ค่อยคุ้มกันเท่าไหร่แต่ก็โทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง แต่ทั้งนายและพอตเตอร์จะมาขอให้ฉันเสี่ยงอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ในเมื่อสิ่งเดียวที่ฉันเหลืออยู่คือตัวเอง" เดรโกตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะแค่นและเริ่มคนกาแฟมากเกินจำเป็น

"ข้าว่าท่านที่รักก็พร่ำบ่นหนักเกินไป" เบลซพึมพำ "แต่นั่นแหละ ฉันไม่ได้มาเพื่อประเมินการเลือกอยู่ที่นี่กับปลากับนักดำน้ำมักเกิ้ลหรอก และรู้สึกว่าจะไม่ได้ พยายาม ชักจูงให้นายทำอะไรอย่างอื่น ก็แค่คิดว่านายอาจจะสนใจที่ตอนนี้พอสกริมเจอร์ตายแล้ว แฮร์รี่ก็ทิ้งแผนเดิม ตอนนี้เขาจะลงแข่งเอาเก้าอี้รัฐมนตรี"

เดรโกทำช้อนหล่นจากมือ ตกลงไปกระทบข้างแก้วกาแฟด้วยเสียง เคล้ง

"ถ้าเลือกเล่นให้ดี นายอาจจะกลับบ้านได้" เบลซพูดต่อ

เดรโกถอนใจและใช้ปลายนิ้วนวดขมับ "ดีใจเหลือเกินที่ยังมั่นใจได้ว่านายจะพูดสิ่งที่รู้อยู่แล้วเสมอนะ ซาบินี่"

::

TBC

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรารู้ๆ ไม่ได้อีแปะเพราะเสียจริตไปชั่วคราว (คำกล่าวนั้นเป็นรหัส กร๊ากกก)

มาลงชื่อเฉยๆ่ว่าชอบ Sin For Me ม้ากม้าก

กะลังจะไปอ่าน Indomitable ของเจ๊ฟูฯล่ะ ท่าจะฮือฮาดีมิใช่น้อย (จะว่าไป ไม่ค่อยมีใครชอบบทส่งท้ายเลยเนาะ แต่ก็ไม่เห็นมีใครแคร์ ฮา...)

#1 By vendetta on 2007-07-23 17:29

ขอบคุณที่แปลมากๆค้า~~รู้สึกว่าจะขยันแปลดีนะคะเนี่ย...
อย่างไงก็จะรอติดตามตอนต่อไปนะคะ....น่าตื่นเต้นมากเลยชอบ
ฟิคแปลที่สูดเลย!!!!...อย่่างไงก็ขอให้พยายามต่อไปนะคะ>v<b

#3 By Thuy XIII on 2007-07-24 21:26

ขอบคุณที่แปลมาฝากกันเจ้าค่ะ><

อ่านๆดูแล้วนิสัยแฮร์รี่มันห้าวขึ้นมากมายกร๊าก
ชอบเดรโก้ในฟิคมากกว่าหนังสือ เพราะมาดดีกว่าเยอะเลย^^

จะรอติดตามตอนต่อไปนะคะ><
ป.ล.ขออนุญาตแอดบลอคอีกทีนะคะ เคยแอดไว้แล้วมันหายไปไหนไม่รู้

#4 By YüKIHIME 「NARUTIMATE」Mania on 2007-07-27 21:31