[อัพขำๆ] ว่าด้วย "มารยาทโต๊ะอาหาร"
posted on 31 Mar 2007 01:05 by appassionata in bored-being, treated-thoughts
ว่าจะเขียนตั้งนานละ แต่ลืม
พอดีช่วงนี้หายไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมแบบที่บริษัทส่งไปฝึกที่โรงแรม เลยมีโอกาสได้ทานบุฟเฟ่ท์ทุกวัน นึกขึ้นมาได้อีกว่า เมื่อก่อนตัวเองมักจะมีปัญหาหัวใจทุกครั้งในยามที่ต้องทานบุฟเฟ่ท์ (ที่จริงก็ไม่นานมานี่เอง ก่อนที่จะมาทำงานที่นี่แล้วต้องกินบุฟเฟ่ท์อย่างบ่อย เอิ๊ก) คือมักจะ 1) ไม่รู้่ว่าจะตักอะไรดี 2) ไม่รู้ว่าจะตักเท่าไหร่ 3) ไม่รู้ว่าอะไรทานกับอะไร 4) คนอื่นอิ่มแล้ว เรายังไม่อิ่มเลย หรือ เราอิ่มแล้ว คนอื่นยังไม่ลุกเลย ไปก่อนได้มั้ย ทำไงดี
ออกตัวไว้ก่อนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรอกนะคะ อาศัยว่า "ทำบ่อย" จนพอเริ่มจะจับทางได้ เท่านั้นล่ะ อิอิ
ถ้าเป็นบุฟเฟ่ท์แบบเฉพาะทาง เช่นบุฟเฟ่ท์อาหารญี่ปุ่น (โออิชิไง) อาหารทะเล อาหารไทย หรือบุฟเฟ่ท์พิซซ่า หรืออะไรอื่นๆ (ที่เป็นแบบเดียวกันทุกอย่าง) มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเพราะยังไงมันก็อาหารแบบเดียวกัน จะกินอะไรก่อนหลังไม่ใช่ประเด็นอยู่แล้ว
อาหารบุฟเฟ่ท์ที่มีปัญหาทำใจ (เลือก) ลำบากส่วนใหญ่จะเป็นแบบบุฟเฟ่ท์นานาชาติที่มีทั้ง ฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาลี หรือวันดีคืนดีก็มีอาหารแขกมาเพิ่มความหลากหลายอีก ทีนี้จะเลือกยังไงดี
ตามปกติ ถ้าทานข้าวโรงแรมในลักษณะทานเป็นกลุ่ม (ไปประชุมหรืออบรมแล้วเค้าเลี้ยง) เค้าจะให้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เท่ากับไม่สามารถนั่งอ้อยอิ่งได้นานเท่าไหร่ ในหนึ่งชั่วโมงนั้น ถ้านับเวลาเดินไปกลับจากโต๊ะถึงที่วางอาหาร รวมเวลากินด้วย จะตักอาหารมาทานได้ 3-4 ครั้ง (สปีดการกินปกตินะคะ ไม่เอาแบบฟาดฟุทแ-กด่วนน๊า) ซึ่งตามพิมพ์นิยม ก็มักจะจัดอาหาร 3-4 จานนั้นเป็นตามลักษณะอาหารคอร์สแบบตะวันตกค่ะ กล่าวคือ
จานที่ 1. เป็นอะไรเบาหน่อย อาจจะเป็นขนมปัง (ที่มักมีให้เลือกหลายชนิด วิธีกินเหมือนกันคือตัด บิ ทาเนย (แล้วแต่จะเลือกแบบไหนที่เค้ามีให้ อิอิ) แล้วเอาเข้าปาก .. หรือเป็นซุป .. หรือถ้าชอบทานผักก็เอาเป็นสลัดก็งามดี (แต่อย่าาาาาตักสลัดแบบพูนจานเหมือนที่มักจะเห็นกันตามซิสเล่อร์เด็ดขาดนะ บุฟเฟ่ท์ตามโรงแรมไม่มีจำกัดว่าตักได้หนเดียว แปลว่าเติมเท่าไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นตักทีละน้อยๆ จัดจานเก๋ๆ ไม่อิ่มแล้วค่อยไปตักใหม่ จะสวยกว่าเยอะเลย)
จานที่ 2. ถ้าเดินครั้งแรกได้มาเป็นขนมปังอย่างเดียว เดินครั้งที่สองจะเป็นซุปหรือสลัด หรืออาหารญี่ปุ่นก็ยังไม่น่าเกลียดค่ะ แต่เผื่อท้องไว้ทานจานหลักด้วยน๊า ถ้าจานแรกก็เริ่มๆ อิ่มแล้ว ข้ามขั้นตอนนี้ไปจานที่สามเลยก็ได้
จานที่ 3 หรือ 4 หรือ 5. อาหารจานหลัก ซึ่งอยากแนะนำว่า เลือกเอาซักอย่างค่ะ คือถ้าอยากทานข้าวกับกับข้าว ก็เอาเป็นแนวอาหารไทย ขนมจีน อะไรอย่างนั้นไปอย่างเดียวในจาน หรือถ้าจะอยากทานสเต็ก (แนวฝรั่ง) ก็เอาเป็นแนวฝรั่งไปเลย (จะมีสลัดเคียงข้างจานก็ไม่ผิด คาร์โบไฮเดรตน้อยดีอีกต่างหาก) หรือถ้าจะเอาก๋วยเตี๋ยว ก็เอาถ้วยหรือชามก๋วยเตี๋ยวไปอย่างเดียวเลย อย่าเอาถ้วยก๋วยเตี๋ยวมาวางบนจานข้าวราดแกงกะหรี่แล้วเอาสเต็กมาวางข้างจาน .. จริงๆ เค้าก็ไม่ได้ห้ามนะคะ แต่อย่างที่บอก คือ มันเดินกี่รอบก็ได้น่ะ เอาจานละอย่าง สวยกว่าเยอะ
อ่อ อีกอย่างนึง .. ห้ามมมม เดินไปแ้ล้วเอามาวาง แล้วเดินไปเอาอีกทั้งๆ ที่ของเก่ายังไม่ได้กิน ตามมารยาทเค้าไม่ทำกันนะคะ ตักมาหนึ่งจาน ทานจานตรงหน้าให้หมดแล้วค่อยเดินไปตักจานที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้านะ
จานสุดท้าย. ของหวานสิคะ โรงแรมต่างๆ มักจะลงไม้ลงมือประชันกันทำของหวานมายั่วใจพวกเรากันดีนักแล ซึ่ง.. ไหนๆ ได้กินของดีแล้ว จะไปอั้นทำไม กินไปเลย! (ค่อยไปลดทีหลังสำหรับคนระวังหุ่น อิอิ)
แต่การกินของหวานก็หลักการเดียวกันกับของคาวค่ะ คือ (ถ้าเป็นไปได้) อย่าผสมอะไรหลายๆ อย่างในจานจานเดียว ลูกชุบกับชอกบอลยังพอทำเนา แต่ถ้าขนมเค้กสามชิ้นมาอยู่บนจานเดียวกันกับขนมขี้หนู แล้วยังมีฟักทองแกงบวดในถ้วยเล็กๆ บนจานอีก.. ไม่งามค่ะ
ปัญหาเรื่อง "ซอส" กับ "น้ำสลัด" ก็เป็นอีกเรื่องที่ชาวไทยอย่างเราๆ จะทำใจลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดี ... ถ้าเป็น D.M. .. จะลองแ-่งมันทุกอย่างเลยค่ะ ตักมาข้างจานอย่างละนิดๆ แล้วก็ลองจิ้มดูว่าอันไหนโอสุด (ยกเว้นอันที่เห็นพริกมาเต็มๆ และรู้่ว่าไม่ชอบแน่ๆ อย่างน้ำสลัด townsand island อิอิ) ที่จริง เค้ามีสูตรด้วยว่าถ้าเป็นสลัด เนื้อชนิดไหนจะเหมาะกับอะไร (เช่น สลัดปลาอาจจะเหมาะกับซอสเปรี้ยวแบบ sour sauce) แต่แบบ .. เราเอาถูกปากก่อน เหมาะสมทีหลังค่ะ อิอิ
ส่วนจะลุกไปตักใหม่ตอนไหนดี .. ตอนไหนก็ได้ค่ะ จะสวยที่สุดถ้าลุกไปพร้อมๆ กับคนอื่นๆ ในโต๊ะ แต่ถ้าจานเราหมดแล้ว คนอื่นยังไม่มีทีท่า่ว่าจะลุก ไม่ต้องอดทนนั่งบิดในเก้าอี้หรอก ขอตัวไปก่อนเลยก็ไม่ผิดค่ะ คนอื่นๆ เค้าอาจจะลุกตามเรามาก็ได้
เรื่องสำคัญในการทานบุฟเฟ่ท์ให้ "เป็น" คือทานอย่างละน้อย แต่ทานหลายๆ อย่าง ตักทีละน้อย แต่เดินบ่อยได้ ที่สำคัญ ตักมาแล้วต้องทานให้หมดค่ะ ยกเว้นได้อย่างเดียวคือเมื่ออาหารมันรับประทานไม่ลงจริงๆ ก็สามารถวางไว้แล้วไปตักใหม่ได้ ระหว่างเดินไปตักใหม่กระซิบให้บริกรเดินมาเก็บจานเก่าไปด้วยก็จะไม่มีปัญหาไม่มีที่วางจานเมื่อถือจานใหม่มาด้วย
อีกอย่าง .. "ไม่ต้องเผื่อแผ่ แต่ต้องมีน้ำใจ" ค่ะ กล่าวคือ ตักแต่ของตัวเอง ไม่ต้องทำใจกว้างเป็นแม่น้ำ ตักมาเผื่อคนทั้งโต๊ะ นอกเสียจากว่ามีการคุยกันล่วงหน้าว่า "ตักเผื่อด้วย" นั่นถึงจะเอามาเผื่อกันได้ค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ถ้าตักมาเผื่อกัน ร้อยทั้งร้อยคนตักจะต้องรับผิดชอบการกระทำแต่เพียงผู้เดียว อันนำมาสู่การไขมันจุกอกตายได้
ที่บอกว่าต้องมีน้ำใจ คือเวลาตักอาหาร "ต้องเข้าคิว" ค่ะ ถ้าไม่ใช่โรงแรมที่กำลังมีโปรโมชั่นฮอตฮิต ส่วนใหญ่คนจะไม่ได้เยอะมากมายอะไรอยู่แล้ว การรอคิวไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอกันเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้น ห้ามลัดคิวค่ะ ถ้ากุ้งตัวโตที่หมายตาจะโดนคนข้างหน้าฉกไปเสียก่อน ก็ช่างมัน อีกแป๊บนึงเขาก็จะเอามาเติมอีก ค่อยรอมาตักตรงนั้นก็ไ้ด้
.... จบ!
ท้ายสุด .. ขากินแถวนี้นิยมบุฟเฟ่ท์ที่ไหนกันบ้างค๊าาา ตอนนี้ D.M. กะลังหลงไหลได้ปลิ้มกับบุฟเฟ่ท์ของโรงแรมแกรนด์ เชอราตันน่ะ (ที่จริงที่ทานบ่อยสุดจะเป็่นของอินเตอร์คอน .. แต่ช่วงนี้อาจจะเพราะทานบ่อยเกินไป เลยเบื่อแล้วง่ะ งึมๆ)
(อย่าคิดว่าจขบ.รวยนะ.. เพราะที่ไปกินน่ะ เงินบริษัทหรือเงินคนอื่นทั้งน๊านนนนน)
อ่อใช่ ... ไหนๆ ก็ว่ากันด้วยมารยาทบนโต๊ะอาหารแล้ว ...
ตอนเด็กๆ ถือหนังสือการ์ตูน (หรือหนังสืออะไรก็ตาม) ไปอ่านระหว่างรับประทานอาหาร มักจะโดนคุณตาคุณยาย คุณแม่คุณน้า เืตือนว่า "เวลาทานข้าว ไม่ใช่เวลาอ่านหนังสือ" หรือไม่อย่างนั้นบางทีก็จะงัดเอาอะไรต่างๆ นานามาขู่เสียเลย "อ่านหนังสือบนโต๊ะอาหารจะโง่นะ" (หรืออะไรอื่นๆ ที่จขบ. จำไม่ค่อยได้ จำได้แค่ถ้าร้องเพลงในโต๊ะอาหารจะได้แฟนแก่..ซึ่งคนละเรื่องกัน!)
พอโตขึ้น (โดยเฉพาะช่วงสอบเอนทรานซ์) แม่เริ่มไม่ว่ามากมายเรื่องเอาหนังสือมากางที่โต๊ะอาหาร แต่ก็ยังไม่วายเตือนกันเล็กๆ ว่าการอ่านหนังสือเวลาทานข้าว มันเท่ากับไม่ให้เกียรติคนที่ทานข้าวร่วมโต๊ะกัน เพราะฉะนั้น ที่บ้านน่ะจะอ่านอะไรก็อ่านไป (เพราะถ้าเทียบแล้ว แม่อยากให้ลูกเอนท์ติดมากกว่ามีมารยาทบนโต๊ะอาหาร กร๊าก) แต่อย่าเผลอไปอ่านเมื่อไปทานข้าวกับคนอื่นก็แล้วกัน ซึ่งความเป็นเด็กก็ทำให้นั่งอ่านการ์ฺตูนที่โต๊ะอาหารจนเพื่อนๆ ด่ากันบ่อย แต่พอโตแล้วนิสัยอย่างนี้ก็เหมือนจะหายไป
เมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุการณ์หลายหนติดๆ ที่ทำให้นึกถึงเรื่องนี้มาได้ค่ะ คนที่อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันเรา นั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะอาหารที่เพื่อนๆ นัดกันมาเพื่อทานข้าวเนื่องในโอกาสพิเศษ อ่านลืมตายชนิดที่ไม่เรียกไม่เงย หนำซ้ำก็ยังคุยหมกมุ่นแต่เรื่องหนังสือที่ตัวเองถืออยู่ในมือ
ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอก แ่ค่รู้สึกขึ้นมาว่า.. อืม เค้าไม่ให้เกียรติเจ้าของงานเลยนะ ทั้งๆ ที่โตพอที่น่าจะรู้อะไรๆ แล้ว
หรือว่าเราเองจะเป็นคนที่ผิดปกติก็ไม่รู้ เอิ๊ก
พอดีช่วงนี้หายไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมแบบที่บริษัทส่งไปฝึกที่โรงแรม เลยมีโอกาสได้ทานบุฟเฟ่ท์ทุกวัน นึกขึ้นมาได้อีกว่า เมื่อก่อนตัวเองมักจะมีปัญหาหัวใจทุกครั้งในยามที่ต้องทานบุฟเฟ่ท์ (ที่จริงก็ไม่นานมานี่เอง ก่อนที่จะมาทำงานที่นี่แล้วต้องกินบุฟเฟ่ท์อย่างบ่อย เอิ๊ก) คือมักจะ 1) ไม่รู้่ว่าจะตักอะไรดี 2) ไม่รู้ว่าจะตักเท่าไหร่ 3) ไม่รู้ว่าอะไรทานกับอะไร 4) คนอื่นอิ่มแล้ว เรายังไม่อิ่มเลย หรือ เราอิ่มแล้ว คนอื่นยังไม่ลุกเลย ไปก่อนได้มั้ย ทำไงดี
ออกตัวไว้ก่อนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรอกนะคะ อาศัยว่า "ทำบ่อย" จนพอเริ่มจะจับทางได้ เท่านั้นล่ะ อิอิ
ถ้าเป็นบุฟเฟ่ท์แบบเฉพาะทาง เช่นบุฟเฟ่ท์อาหารญี่ปุ่น (โออิชิไง) อาหารทะเล อาหารไทย หรือบุฟเฟ่ท์พิซซ่า หรืออะไรอื่นๆ (ที่เป็นแบบเดียวกันทุกอย่าง) มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเพราะยังไงมันก็อาหารแบบเดียวกัน จะกินอะไรก่อนหลังไม่ใช่ประเด็นอยู่แล้ว
อาหารบุฟเฟ่ท์ที่มีปัญหาทำใจ (เลือก) ลำบากส่วนใหญ่จะเป็นแบบบุฟเฟ่ท์นานาชาติที่มีทั้ง ฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาลี หรือวันดีคืนดีก็มีอาหารแขกมาเพิ่มความหลากหลายอีก ทีนี้จะเลือกยังไงดี
ตามปกติ ถ้าทานข้าวโรงแรมในลักษณะทานเป็นกลุ่ม (ไปประชุมหรืออบรมแล้วเค้าเลี้ยง) เค้าจะให้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เท่ากับไม่สามารถนั่งอ้อยอิ่งได้นานเท่าไหร่ ในหนึ่งชั่วโมงนั้น ถ้านับเวลาเดินไปกลับจากโต๊ะถึงที่วางอาหาร รวมเวลากินด้วย จะตักอาหารมาทานได้ 3-4 ครั้ง (สปีดการกินปกตินะคะ ไม่เอาแบบฟาดฟุทแ-กด่วนน๊า) ซึ่งตามพิมพ์นิยม ก็มักจะจัดอาหาร 3-4 จานนั้นเป็นตามลักษณะอาหารคอร์สแบบตะวันตกค่ะ กล่าวคือ
จานที่ 1. เป็นอะไรเบาหน่อย อาจจะเป็นขนมปัง (ที่มักมีให้เลือกหลายชนิด วิธีกินเหมือนกันคือตัด บิ ทาเนย (แล้วแต่จะเลือกแบบไหนที่เค้ามีให้ อิอิ) แล้วเอาเข้าปาก .. หรือเป็นซุป .. หรือถ้าชอบทานผักก็เอาเป็นสลัดก็งามดี (แต่อย่าาาาาตักสลัดแบบพูนจานเหมือนที่มักจะเห็นกันตามซิสเล่อร์เด็ดขาดนะ บุฟเฟ่ท์ตามโรงแรมไม่มีจำกัดว่าตักได้หนเดียว แปลว่าเติมเท่าไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นตักทีละน้อยๆ จัดจานเก๋ๆ ไม่อิ่มแล้วค่อยไปตักใหม่ จะสวยกว่าเยอะเลย)
จานที่ 2. ถ้าเดินครั้งแรกได้มาเป็นขนมปังอย่างเดียว เดินครั้งที่สองจะเป็นซุปหรือสลัด หรืออาหารญี่ปุ่นก็ยังไม่น่าเกลียดค่ะ แต่เผื่อท้องไว้ทานจานหลักด้วยน๊า ถ้าจานแรกก็เริ่มๆ อิ่มแล้ว ข้ามขั้นตอนนี้ไปจานที่สามเลยก็ได้
จานที่ 3 หรือ 4 หรือ 5. อาหารจานหลัก ซึ่งอยากแนะนำว่า เลือกเอาซักอย่างค่ะ คือถ้าอยากทานข้าวกับกับข้าว ก็เอาเป็นแนวอาหารไทย ขนมจีน อะไรอย่างนั้นไปอย่างเดียวในจาน หรือถ้าจะอยากทานสเต็ก (แนวฝรั่ง) ก็เอาเป็นแนวฝรั่งไปเลย (จะมีสลัดเคียงข้างจานก็ไม่ผิด คาร์โบไฮเดรตน้อยดีอีกต่างหาก) หรือถ้าจะเอาก๋วยเตี๋ยว ก็เอาถ้วยหรือชามก๋วยเตี๋ยวไปอย่างเดียวเลย อย่าเอาถ้วยก๋วยเตี๋ยวมาวางบนจานข้าวราดแกงกะหรี่แล้วเอาสเต็กมาวางข้างจาน .. จริงๆ เค้าก็ไม่ได้ห้ามนะคะ แต่อย่างที่บอก คือ มันเดินกี่รอบก็ได้น่ะ เอาจานละอย่าง สวยกว่าเยอะ
อ่อ อีกอย่างนึง .. ห้ามมมม เดินไปแ้ล้วเอามาวาง แล้วเดินไปเอาอีกทั้งๆ ที่ของเก่ายังไม่ได้กิน ตามมารยาทเค้าไม่ทำกันนะคะ ตักมาหนึ่งจาน ทานจานตรงหน้าให้หมดแล้วค่อยเดินไปตักจานที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้านะ
จานสุดท้าย. ของหวานสิคะ โรงแรมต่างๆ มักจะลงไม้ลงมือประชันกันทำของหวานมายั่วใจพวกเรากันดีนักแล ซึ่ง.. ไหนๆ ได้กินของดีแล้ว จะไปอั้นทำไม กินไปเลย! (ค่อยไปลดทีหลังสำหรับคนระวังหุ่น อิอิ)
แต่การกินของหวานก็หลักการเดียวกันกับของคาวค่ะ คือ (ถ้าเป็นไปได้) อย่าผสมอะไรหลายๆ อย่างในจานจานเดียว ลูกชุบกับชอกบอลยังพอทำเนา แต่ถ้าขนมเค้กสามชิ้นมาอยู่บนจานเดียวกันกับขนมขี้หนู แล้วยังมีฟักทองแกงบวดในถ้วยเล็กๆ บนจานอีก.. ไม่งามค่ะ
ปัญหาเรื่อง "ซอส" กับ "น้ำสลัด" ก็เป็นอีกเรื่องที่ชาวไทยอย่างเราๆ จะทำใจลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดี ... ถ้าเป็น D.M. .. จะลองแ-่งมันทุกอย่างเลยค่ะ ตักมาข้างจานอย่างละนิดๆ แล้วก็ลองจิ้มดูว่าอันไหนโอสุด (ยกเว้นอันที่เห็นพริกมาเต็มๆ และรู้่ว่าไม่ชอบแน่ๆ อย่างน้ำสลัด townsand island อิอิ) ที่จริง เค้ามีสูตรด้วยว่าถ้าเป็นสลัด เนื้อชนิดไหนจะเหมาะกับอะไร (เช่น สลัดปลาอาจจะเหมาะกับซอสเปรี้ยวแบบ sour sauce) แต่แบบ .. เราเอาถูกปากก่อน เหมาะสมทีหลังค่ะ อิอิ
ส่วนจะลุกไปตักใหม่ตอนไหนดี .. ตอนไหนก็ได้ค่ะ จะสวยที่สุดถ้าลุกไปพร้อมๆ กับคนอื่นๆ ในโต๊ะ แต่ถ้าจานเราหมดแล้ว คนอื่นยังไม่มีทีท่า่ว่าจะลุก ไม่ต้องอดทนนั่งบิดในเก้าอี้หรอก ขอตัวไปก่อนเลยก็ไม่ผิดค่ะ คนอื่นๆ เค้าอาจจะลุกตามเรามาก็ได้
เรื่องสำคัญในการทานบุฟเฟ่ท์ให้ "เป็น" คือทานอย่างละน้อย แต่ทานหลายๆ อย่าง ตักทีละน้อย แต่เดินบ่อยได้ ที่สำคัญ ตักมาแล้วต้องทานให้หมดค่ะ ยกเว้นได้อย่างเดียวคือเมื่ออาหารมันรับประทานไม่ลงจริงๆ ก็สามารถวางไว้แล้วไปตักใหม่ได้ ระหว่างเดินไปตักใหม่กระซิบให้บริกรเดินมาเก็บจานเก่าไปด้วยก็จะไม่มีปัญหาไม่มีที่วางจานเมื่อถือจานใหม่มาด้วย
อีกอย่าง .. "ไม่ต้องเผื่อแผ่ แต่ต้องมีน้ำใจ" ค่ะ กล่าวคือ ตักแต่ของตัวเอง ไม่ต้องทำใจกว้างเป็นแม่น้ำ ตักมาเผื่อคนทั้งโต๊ะ นอกเสียจากว่ามีการคุยกันล่วงหน้าว่า "ตักเผื่อด้วย" นั่นถึงจะเอามาเผื่อกันได้ค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ถ้าตักมาเผื่อกัน ร้อยทั้งร้อยคนตักจะต้องรับผิดชอบการกระทำแต่เพียงผู้เดียว อันนำมาสู่การไขมันจุกอกตายได้
ที่บอกว่าต้องมีน้ำใจ คือเวลาตักอาหาร "ต้องเข้าคิว" ค่ะ ถ้าไม่ใช่โรงแรมที่กำลังมีโปรโมชั่นฮอตฮิต ส่วนใหญ่คนจะไม่ได้เยอะมากมายอะไรอยู่แล้ว การรอคิวไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอกันเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้น ห้ามลัดคิวค่ะ ถ้ากุ้งตัวโตที่หมายตาจะโดนคนข้างหน้าฉกไปเสียก่อน ก็ช่างมัน อีกแป๊บนึงเขาก็จะเอามาเติมอีก ค่อยรอมาตักตรงนั้นก็ไ้ด้
.... จบ!
ท้ายสุด .. ขากินแถวนี้นิยมบุฟเฟ่ท์ที่ไหนกันบ้างค๊าาา ตอนนี้ D.M. กะลังหลงไหลได้ปลิ้มกับบุฟเฟ่ท์ของโรงแรมแกรนด์ เชอราตันน่ะ (ที่จริงที่ทานบ่อยสุดจะเป็่นของอินเตอร์คอน .. แต่ช่วงนี้อาจจะเพราะทานบ่อยเกินไป เลยเบื่อแล้วง่ะ งึมๆ)
(อย่าคิดว่าจขบ.รวยนะ.. เพราะที่ไปกินน่ะ เงินบริษัทหรือเงินคนอื่นทั้งน๊านนนนน)
อ่อใช่ ... ไหนๆ ก็ว่ากันด้วยมารยาทบนโต๊ะอาหารแล้ว ...
ตอนเด็กๆ ถือหนังสือการ์ตูน (หรือหนังสืออะไรก็ตาม) ไปอ่านระหว่างรับประทานอาหาร มักจะโดนคุณตาคุณยาย คุณแม่คุณน้า เืตือนว่า "เวลาทานข้าว ไม่ใช่เวลาอ่านหนังสือ" หรือไม่อย่างนั้นบางทีก็จะงัดเอาอะไรต่างๆ นานามาขู่เสียเลย "อ่านหนังสือบนโต๊ะอาหารจะโง่นะ" (หรืออะไรอื่นๆ ที่จขบ. จำไม่ค่อยได้ จำได้แค่ถ้าร้องเพลงในโต๊ะอาหารจะได้แฟนแก่..ซึ่งคนละเรื่องกัน!)
พอโตขึ้น (โดยเฉพาะช่วงสอบเอนทรานซ์) แม่เริ่มไม่ว่ามากมายเรื่องเอาหนังสือมากางที่โต๊ะอาหาร แต่ก็ยังไม่วายเตือนกันเล็กๆ ว่าการอ่านหนังสือเวลาทานข้าว มันเท่ากับไม่ให้เกียรติคนที่ทานข้าวร่วมโต๊ะกัน เพราะฉะนั้น ที่บ้านน่ะจะอ่านอะไรก็อ่านไป (เพราะถ้าเทียบแล้ว แม่อยากให้ลูกเอนท์ติดมากกว่ามีมารยาทบนโต๊ะอาหาร กร๊าก) แต่อย่าเผลอไปอ่านเมื่อไปทานข้าวกับคนอื่นก็แล้วกัน ซึ่งความเป็นเด็กก็ทำให้นั่งอ่านการ์ฺตูนที่โต๊ะอาหารจนเพื่อนๆ ด่ากันบ่อย แต่พอโตแล้วนิสัยอย่างนี้ก็เหมือนจะหายไป
เมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุการณ์หลายหนติดๆ ที่ทำให้นึกถึงเรื่องนี้มาได้ค่ะ คนที่อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันเรา นั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะอาหารที่เพื่อนๆ นัดกันมาเพื่อทานข้าวเนื่องในโอกาสพิเศษ อ่านลืมตายชนิดที่ไม่เรียกไม่เงย หนำซ้ำก็ยังคุยหมกมุ่นแต่เรื่องหนังสือที่ตัวเองถืออยู่ในมือ
ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอก แ่ค่รู้สึกขึ้นมาว่า.. อืม เค้าไม่ให้เกียรติเจ้าของงานเลยนะ ทั้งๆ ที่โตพอที่น่าจะรู้อะไรๆ แล้ว
หรือว่าเราเองจะเป็นคนที่ผิดปกติก็ไม่รู้ เอิ๊ก
Tags: buffet, etiquette, food, hotel10 Comments

ส่วนเรื่องอ่านหนังสือบนโต๊ะ เมื่อก่อนก็เป็นบ้าง แต่ถ้ารู้ตัวก็จะพยายามหยุดและวาง เคยเจอกับตัวก็เคยเหมือนกัน ซึ่งบางทีเราก็เข้าใจว่ามันเป็นสัญญาณว่าเรามันไม่น่าสนใจน่ะฮ่ะ *ทรุดตัวลงร่ำไห้* (ถ้าเพื่อนกันออกมาเจอกันแล้วนั่งอ่านหนังสือโชว์นี่...ถ้าสนิทกันคงบอกตรงๆ มึงกลับไำปอ่านในสุขาที่บ้านดีกว่าป่ะ สบายกว่ากันเยอะเรยยย...)
#1 By vendetta on 2007-03-31 01:19