เกาะกระแส tag : If you think you know me (that) well
posted on 07 Jan 2007 10:01 by appassionata in traded-tag
เกาะติดกระแส tag กับเค้าบ้างค่ะ ให้พอรู้สึกว่า "เออ ชั้นก็ยังมีคนอยากรู้จักนะโว้ย" ... ต้องขอบคุณคุณเพื่อน valentino มา ณ โอกาสนี้ (แต่ว่า จะขอบคุณหรือก่นว่าที่หาเรื่องให้ฉันต้องพิมพ์อะไรยาวๆ ดีล่ะเนี่ยย)
ที่จริงการ tag ในลักษณะนี้ สมัยมีบ้านอยู่ใน livejournal เค้าก็เล่นกันบ่อยๆ ในชื่อของ meme (ตกลงมันย่อมาจากอะไรหรือแปลว่าอะไร ใครก็ได้ ช่วยขยายความที) เนื้อหาของการ tag มีตั้งแต่เรื่องส่วนตัวที่คนอื่นไม่รู้ (อย่างนี้แหละ) ไปจนถึง "ฟิกแบบไหนที่โดนใจคุณที่สุด" และอื่นๆ
จะว่าไป พวก friday five นี่ถือเป็น tag ด้วยมั้ยนะ? แต่ว่า friday five มันไม่ใช่ว่าเราจะต้องแปะโป้งให้ใครมาตอบหรอกค่ะ เป็นแค่หัวข้อขำๆ สำหรับคนหมดมุขอัพได/บล๊อก อาทิตย์นึงจะมีคำถามหรือหัวข้ออะไรซักอย่างห้าข้อ โผล่มาทุกวันศุกร์ แล้วคนที่ตอบแล้วก็แค่ไปตอบใน LJ ของ Friday Five ว่าเขียนแล้วนะจ๊ะ ...
เอาล่ะ เกริ่นมาพอประมาณ...
5 Things You (Might) Not Know About Me... ห้าสิ่งที่คุณ (คง) ไม่รู้เกี่ยวกับ D.M.
(ไหนๆ ตามกระแสแล้ว ส่วนใหญ่ข้อแรกเค้าพูดเรื่องชื่อกัน เราก็เอาชื่อบ้างสิ)
ดีเอ็มๆ เรียกกันว่า D.M. แต่มีใครบ้างที่รู้ว่า D.M. ย่อมาจากอะไร? (พวกที่รู้มานานแล้วก็เงียบปายก่อนค่ะ อิอิ)
จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ชื่อแรกที่ฉันใช้ในการเล่นอินเตอร์เนทหรอกค่ะ ชื่อแรกกกกจริงๆ เนี่ย ใช้สมัครสมาชิกพันทิปแบบได้เลขสมาชิกแค่สามหลักน่ะ (อู้วววว ช่างบ่งบอกความแก่) แต่ตอนนี้ชื่อนั้นก็ปิ้วหายไปแล้วเนื่องจากบริการอีเมล์ที่ใช้สมัครมันดันยกเลิกบริการเปลี่ยนเป็นแบบจ่ายตังค์ แล้วพาสเวิร์ดก็เลยพาลหายไปด้วย เสียดายที่สุด
แต่ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างหน่อย ก็จะเป็นชื่อ myrrh ที่ใช้ทั้งในพันทิปและในเวบบอร์ดหรือเมล์ลิ่งลิสเมืองนอก (ใครเล่นพวก LUNA SEA Webooard ของ kozi หรือ jrock@cohprog.com เมื่อซัก.. โห นานๆ น่ะ สมัยนั้นอาจจะพอคุ้นชื่ออยู่) และยังเป็นชื่อที่ใช้ในการทำเวบ LUNA SEA ENTERPRISE (แอบบอกไปกลายๆ จะมีใครที่เล่นแถวนี้จำเวบอันนี้ได้มั้ยเนี่ย.. เอ๊ะ หรือว่าควรจะเอาไปเป็นข้ออื่นนะ?)
myrrh เนี่ย เป็นชื่อที่สวย (คือเขียนออกมาแล้วตัวหนังสือมันเรียงกันสวยดี ไม่เชื่อเอา font แบบ script หน่อยพิมพ์สิคะ มันจะตวัดๆ อย่างงาม) และความหมายดี กล่าวคือ ความหมายตรงตัวของ myrrh มันเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เขาเอายางของมันมาทำกำยานค่ะ เป็นส่วนผสมของเครื่องหอม กลิ่นหอมมากกก แต่ในขณะเดียวกันความหมายจริงของคำนี้กลับมาจาก murr หรือ maror ในภาษาละตินที่แปลว่า "ขมขื่น".. เหอ เหอ ความหมายอีกอย่างคือ myrrha เป็นชื่อของนางไม้ (nymph) หนึ่งตนในเทพปกรนัมกรีกซึ่งมีศักดิ์เป็นแม่ของ Adonis ชายที่งามที่สุดในโลก แต่ฉันไม่ค่อยชอบพฤติกรรมของเธอที่มีลูกกับพ่อตัวเองหรอกนะ ...
แต่! ถึงจะสวยยังไง ความลำบากในการใช้ชื่อ myrrh คือ ... คนไทยอ่านไม่ออกค่ะ (ใช่มั้ยล่ะ อะหุ อะหุ) เวลาแนะนำตัว หรือเริ่มคุยกันตัวตัว มักจะเจอคำถามเสมอว่า "ชื่ออ่านว่าไงอ่ะ" "แปลว่าอะไรอ่ะ" จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าบอกไม่ได้อธิบายไม่ได้หรอกนะ แต่แบบว่า เวลามีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัด อิอิ
อย่ากระนั้นเลย ไหนๆ ก็บ้า STAR WARS เป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก บ้าแบบวายกันเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่เห็นอาจารย์กับศิษย์หน้ามนขึ้นลิฟท์มาด้วยกันใน Episode II .. เพราะฉะนั้น เราเปลี่ยนชื่อเป็น Darth Myrrh ให้เข้าสถานการณ์ (นัยว่าชีวิตชอบ dark side มากกว่าฝ่ายดี) แล้วก็ย่อมันซะให้เหลือแค่ D.M. เพื่อคนจะได้อ่านง่ายๆ ดีกว่า
ที่สำคัญ พอมาบ้าเจ้าหนูขนดก นักปั้นหม้อ ตัวละครสุดโปรดก็ดันมีชื่อย่อว่า D.M. เหมือนกันอีก อิอิอิอิ เข้ากั๊น เข้ากัน
จบเรื่องชื่อ D.M.!
จากชื่อตัว ก็มาถึงชื่อ blog .. อิอิ (เล่นง่ายอย่างนี้แหละ)
appassionata เป็นชื่อเพลงค่ะ ชื่อมันก็แปลง่ายๆ ว่า the sonata of passion ล่ะนะ ชื่ออย่างเป็นทางการของเพลงนี้ก็คือ Piano Sonata No. 23 in F minor เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่ Beethoven เขียนอุทิศให้ท่านเซอร์ Brunswick (ชื่อเดียวกันกับโบว์ลิ่งนั่นแหละ อิอิ)
ที่เืลือกชื่อนี้ เพราะรู้ตัวว่าเป็นคน obsessive น่ะสิ ทำอะไรก็ต้องมี passion ไม่งั้นก็ไม่ทำ เข้าทำนองว่าต้องสุดๆ ไปเลย ไม่งั้นก็ไม่ทำ (แม่ง) มันซะเลย ตอนที่เริ่มเขียน blog ครั้งแรกกกสุดนั่นก็เขียนเพราะแอบไปเห็นบล๊อกของ Val แห่ง petshopofhorrors.com (เวบในตำนานอีกหนึ่งแห่ง เหอ เหอ) แล้วสมัยนั้นคนบ้าอะไรญี่ปุ่นๆ ในเนทยัง (เหมือนจะ) น้อย เลยมีสังคม blog ที่ไม่กว้างมาก ต่างคนต่างทำบล๊อกแล้วก็เอาไว้ในเวบของตัวเองในยุค personal website (โคตร) รุ่งเรือง
อีกอย่าง .. เพราะมันเป็นเพลงที่ Sybelle เล่นท้ายเรื่อง The Vampire Armand ด้วยไงล่า.. เรียกได้ว่าเป็น Vampire Chronicles เล่มที่ชอบที่สุดเล่มนึงเลย อาจจะเพราะไม่ค่อยมีบท Louis ให้รำคาญ (แหม พี่ Brad ในหนังก็หล่อดีอยู่หรอกค่ะ แต่ Louis ในหนังสือของป้าแอนนี่มันน่ารำคาญเช็ดเลย ให้ตายสิ!) แล้วก็แอบชอบฉากท้องเรื่องที่เกิดที่ Venice เป็นนักหนา
ที่้เลือกมาใส่บ๊อกวันนี้ เป็นมูฟเมนท์ที่สามของ appassionata - Allegro, ma non troppo - Presto ค่ะ ไม่ใส่ autoplay นะ .. เพราะเพลงมันยาว (8.08 นาที) และเข้าใจว่าคนไม่ได้ชอบฟังเพลงที่ตัวเองไม่ได้เปิดกันทุกคน (เพราะฉันก็เป็น ฮ่า)
กดเพื่อฟังจ๊ะ
Ludwig Van Beethoven : Piano Sonata No. 23 in F minor 'appassionata'
3rd Movement - Allegro, ma non troppo - Presto
เป็นคนติด () .. คือติดวงเล็บ คือเขียนอะไรก็ตาม จะมีวงเล็บเยอะมาก และบางทีก็วงเล็บยาวๆ ซึ่งหลายคนก็จะบอกว่ามันเป็นวิธีการเขียนที่ไม่ดีเลยนะ เหมือนกับแนวความคิดมัน fragmented ไม่ปะติะปะต่อ กะลังพูดเรื่องหนึ่งอยู่อยู่ดีๆ ก็ไปพล่ามในวงเล็บซะยืดยาว
แต่ว่า.. มันแก้ไม่หายน่ะ เคยมีคุณเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตุว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นคนคิดอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กันในหัว เวลาพิมพ์ (หรือพูด) ก็เลยแบ่งช่องในหัวออกมาเป็น non-linear thinking ทำให้โดดไปโดดมาได้โดยตัวเองไม่งง (แต่คนฟัง/คนอ่านนี่ เสียสติไปแล้ว) (นั่น! วงเล็บอีกแล้ว)
เรื่องของการติดวงเล็บ บางทีมันก็ถูกเอามาโยงกับการที่ฉันเป็นคนมีความสนใจหลากหลายมากถึงมากที่สุด มีประวัติการเรียน/ทำงานที่ไม่ว่าเล่าให้ใครฟัง คนส่วนใหญ่ก็จะงง ว่ามันมาแนวนี้ได้ยังไง
นั่น! ไม่เชื่อล่ะสิ ....
เอาง่ายๆ ฉันเรียนมหาวิทยาลัยทั้งหมด 3 มหาลัย (ณ ตอนนี้.. อนาคตยังอาจจะเพิ่มอีก) แล้วทุกอย่างมันเหมือนจะคนละเรื่องกันหมดเลย
จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง (คอมพิวเตอร์) มาเป็นศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ) แล้วมาจบโทที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาฯ (ประวัติศาสตร์เขมรโบราณ)
ฮามั้ยล่ะค๊าา
(จบเรื่องวงเล็บ .. ทำไมสั้นจัง??)
ไหนๆ ว่าเรื่องความสนใจหลากหลาย เอาเรื่องการเรียน/การงานเลยละกัน ท่าทางจะพิมพ์ได้ยาวสะใจดี
ตอนที่เรียนมัธยม ยัย D.M. เรียนสายวิทย์คอมพิวเตอร์ค่ะ ตั้งแต่โดนคุณแม่คุณน้าส่งไปเข้าค่าย "สมองแก้ว" แห่งคณะวิศวฯ เกษตรตอนป.5 ขึ้น ป.6 ก็ฟังใจถวายหัวว่าจะเรียนวิศวฯ คอม และด้วยความที่ผลการเรียนมันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรก็เลยเรียนสายวิทย์มาเรื่อย เรียนพิเศษมาเรื่อย ตั้งเป้าที่วิศวะมาเรื่อย
ตอนเอนท์ ยัยนี่เป็นรุ่นสุดท้ายที่สอบแบบเก่า กล่าวคือ เลือกคณะก่อนสอบเลย เลือกไว้สี่อันดับ ไม่มีการประกาศคะแนนแล้วให้ไปเลือกให้เหมาะกับคะแนนที่ได้ทีหลัง ชนิดว่าถ้าเกิดท้องเสียไม่ได้ไปสอบขึ้นมาล่ะก็ เสียสติเอนท์ไม่ติดไม่มีทางแก้ตัวกันเลยทีเดียว แต่ก็ดันเอาตัวรอดมาได้ และได้เรียนวิศวฯ คอมฯ สมใจนึก (บางลำภู.. ไม่ใช่ละ)
ปรากฏว่า.. ไอ้ที่คิดว่าชอบนักชอบหนา เข้าไปแล้วเรียนไม่ได้! ไม่สิ.. ไม่ใช่เรียนไม่ได้ .. ไม่ได้เรียน (ฮ่า) ครือ แหม คนเคยอยู่บ้านกลับไปอยู่หอ แถมที่มหาลัยที่เข้าได้เนี่ย สนุกมากกก เพื่อนๆ ขยันทำกิจกรรมกันตัวเป็นเกลียว แต่ไอ้เรามันพวกขยันกิจกรรมแต่เจือกไม่ไปขยันเรียนด้วย เกรดออกมาก็ไม่ถึงกับโดนไล่ออก แต่มันไม่สวยง่ะ (ครือ 2.00 ถ้วนในเทอมแรก.. ฮามั้ยล่า)
พอเทอมที่สอง เจอวิชา Thermodynamics เข้าไป .. เอ่อ อี D.M. ยิ่งเกลียดเคมีอยู่ อย่าเอาอะไรสับสนอย่างนี้มาให้ชั้นเรียนได้ม๊ายยย
เส้นฟางสุดท้ายเป็นตอนเข้าสอบ midterm วิชา Differential Equation ... ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะเพราะว่าต่อให้เรียน Thermodynamics ไม่รู้เรื่อง แต่เรื่องเลขนี่ยังไงก็ยังพอจะตู๊ๆ ไปได้อยู่ .. แต่นั่งมองข้อสอบแล้วมันนิ่งน่ะ คือ.. ไม่รู้ว่าจะทำข้อสอบนี้ไปทำไมนอกจากให้เรียนจบให้มันได้ใบปริญญามา ไม่มีความสุขกับมัน ไม่แฮปปี้ และไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมาได้ยังไง
นัยว่า ... ไม่อยากใช้เวลาอีกเกือบสามปีเรียนจนจบ แล้วเข้าไปทำงานอีกสิบปีสิบห้าปี แล้วเพิ่งค้นพบว่า "เฮ้ย นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบนี่หว่า"
จบเลยค่ะ เดินออกจากห้องสอบส่งกระดาษเปล่า เดินไปทะเบียนยื่นเรื่องลาออก (แต่เค้าให้ดรอปไว้ก่อน) แล้วค่อยกลับบ้านโทรหาแม่ "ลาออกแล้วนะ"
เอากะมัน
พอดีตอนนั้นเป็นช่วง LUNA SEA ขึ้นสมองด้วยล่ะ ฮ่าๆ พอเป็นไทแก่ตัวแล้วก็เลยตั้งใจว่า เอาวะ เข้าไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเสียเถิดจะเกิดผล ตอนนั้นเป็นปีแรกของการเอนท์แบบใหม่ที่ให้สอบสองรอบ เราก็พลาดการสอบรอบแรกไปแล้วเรียบร้อย รอบสองก็เปิดสมัครไปแล้ว เลยคิดว่าเออ ไม่ทันก็เรียน ABAC ก็ได้วะ
บังเอิ๊ญญญญ ตอนนั้นแฟนคุณแม่ทำงานทบวงมหาวิทยาลัย .. เลยมีข้อมูลการสมัครสอบล่าช้า หรือรอบสอง หรืออะไรซักอย่าง ทำให้ไปสมัครสอบเอนท์ได้ในวันสุดท้ายยยที่เค้าเปิด
เอนท์รอบสอง .. สอบสายศิลป์ใช้วิชาเลข 1 สอบแค่สี่ิวิชา (จากครั้งแรกสอบไปหก ฮ่า)
แล้วเลยได้มาเป็นเด็กสินสาด แล้วก็มาขี้เกียจที่สินสาดอีก เลยไม่เข้าเอกญี่ปุ่นไปเรียนเอกอิ๊งค์ก็ได้ .. ตอนแรกอยากได้โทวารสารศาสตร์เพราะยังชอบคอมพิวเตอร์และอยากไปเรียนต่อทาง New Media Journalism แต่แล้วก็เปลี่ยนแผนอีก
พอเรียนจบ ด้วยรู้ตัวว่าถ้าทำงานแล้วคงไม่ได้เรียนต่อง่ายๆ เลยขอชิงเรียนก่อนเลย แล้วก็เรียนอะไรที่อยากเรียนจริงๆ โดยไม่สนใจด้วยว่าเรียนแ้ล้วจะเอาไปทำมาหากินอะไร .. เลยเรียน Southeast Asian Studies แล้วก็ไปเน้นทางเขมรโบราณซะงั้น อิอิ
แต่ที่ขำคือ พอจบมาแล้ว กะลังคิดอยู่ว่าจะรับทุนที่เค้าให้ไปเรียนภาษาเขมรโบราณต่อ (ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเรียนป.เอกทางด้านเดิม) หรือจะทำงานดี ก็ปรากฏว่ามีบริษัทนึง (ก็ชื่อดังพอตัว) ติดต่อมาจากประวัติที่ทิ้งๆ ไว้ตามเวบหางาน.. ให้ไปทำงานตำแหน่ง online marketing (webmaster) ซะงั้น!
ปรากฏ เรียนมาตั้งมากมาย ที่ได้เอาไปใช้ในการทำงานจริงๆ กลับเป็นงานอดิเรกที่ทำมาตลอดตั้งแต่เริ่มบ้าเพลงญี่ปุ่น กับความรู้สมัยอยู่ชมรมที่โรงเรียนมัธยม.. ฮ่า
(ตอนนี้ไม่ได้ทำที่บริษัทนั้นแล้วล่ะ.. ใครติดตามอ่านเรื่อยๆ คงพอรู้ว่าทำอะไรอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่เรียนมาอีกแล้ว... )
(หาตัวเองเจอหรือยัง? ... นั่นก็ยังเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะงานที่ทำอยู่ตอนนี้จะว่าชอบก็ไม่เชิง แต่อย่างน้อยก็เป็นงานที่ทำเลี้ยงชีพให้มีตังมาคอสเล่นๆ ได้สบายหน่อยฮ่ะ ฮ่า)
จบข้อสี่!
ไหนๆ ตามกระแสมาแล้ว ก็ตามกระแสไปให้ตลอด ข้อสุดท้ายเค้าชอบเอาไว้ใส่อะไรที่ยิบย่อยกัน ก็เอามั่งละกันนะ
- ตอนเด็กๆ เคยออกเทปค่ะ เป็นอัลบั้มเพลงเด็ก "ตาวิเศษตะลุยเมืองมอมแมม" ใช้ชื่อวงว่า "ขนม" ในสังกัด creatia artists (ที่ตอนหลังมาเป็น kita นั่นแหละ) .. เคยขึ้นเวทีเจ็ดสีคอนเสิร์ตด้วยนะเอ้า... หุหุ
- เป็นโรคชอบงีบกลางวัน กล่าวคือถ้าพอหาเวลาได้ จะต้องหาเวลางีบซักสิบห้านาทีเพื่อพักสมอง จนเลขาฯ เริ่มทำใจ ถ้า D.M. เดินเข้าไปในห้องนาย (ที่ยังไม่กลับจากกินข้าว) เมื่อไหร่ เป็นที่รู้กันว่าจะหายไปสิบห้านาทีแป๊ะ เหอ เหอ
- จำเพลง "ไม่กินเผ็ด" ได้มั้ย.. นั่นแหละ ฉันเลย ไม่กินเลยยยยแม้ซักนิด แอบเสียชาติเกิดที่เป็นคนไทยเล็กน้อย แต่.. ก็มันกินไม่ได้นี่นา
- เรียนเปียโนตั้งแต่ห้าขวบ แต่ดันทำนิ้วตัวเองหักตอนเล่นบาสสมัยมัธยม.. ตอนนี้เลยเล่นได้แค่อะไรง่ายๆ เพราะไม่งั้นเล่นไปซักสิบนาทีนิ้วจะ "ตาย" คือขยับนิ้วไม่ทัน เหมือนหมอนรองระหว่างข้อมันเสื่อมอะไรอย่างนั้นน่ะ
- (เขาว่า) เป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่จริงๆ แล้วไม่ค่อยคบใครหรอก คือ รู้จักกันผิวเผินคุยเล่นกันเฮฮาได้ แ่ต่เอาสนิทถึงแก่นเนี่ย น้อยนัก ..
- สำเนาถูกต้อง คุณคนนี้ เรื่องความเป็นสาววายคิดลึก... เอิ๊ก
- ฉันขี้หมั่นไส้คน แต่ก็แค่หมั่นไส้ไปงั้นหรอกนะ ไม่ได้เกลียดอะไรจริงจัง บางทีแค่ได้คุยกับคนนั้นก็หาย แต่นี่ก็คงเป็นนิสัยไม่ค่อยดีที่ควรจะแก้ให้ได้ (ซะที)
- ฉันเป็น imperfected perfectionist ...
- ฉันเกลียดพวก ผ.ร.ด.ม. กล่าวคือคนที่ไม่ได้รู้จริงแต่วางตัวประหนึ่งว่ารู้ทุกสิ่งในสามโลก เกลียดคนสร้างภาพ เกลียดพวก 'คนดี' และเกลียดคนที่ชอบเหยียบย่ำคนอื่นที่มีรสนิยมชอบอะไรไม่เหมือนตัว ... ดังนั้นถ้าคุณจะเป็นสาววายแบบ "กลับขั้วไม่ได้" นั้น ไม่ใช่ปัญหาในการคุยกันกับฉันค่ะ ตราบใดที่คุณไม่เริ่มบ่นว่าทำไมฉันถึงจับทุกคู่มากลับขั้วได้อย่างเมามันส์.. ก็ัมันรสนิยมของฉันน่ะ เอิ๊ก
- ไม่ชอบชอปปิ้ง ยกเว้นกับการเข้าร้านหนังสือกับเครื่องเขียน ที่จะสามารถอยู่ในนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ เคยทำสถิติซื้อเครื่องเีขียนทีเดียวเป็นเงินห้าหลัก .. นั่นล่ะมั้ง shopping therapy แบบ D.M. (แต่ไม่ชอบซื้อเสื้อผ้า (ไม่นับหาชุดคอส อิอิ) ไม่ชอบเดินชอปเครื่องสำอาง ไม่ชินกับการเดินฆ่าเวลาไปเรื่อยในห้าง เพราะงั้นเลยจะยินดีถ้ามีคนจัดการชีวิตให้จ้ะ)
- ชอบกินอะไรที่ชื่อเหมือนคนนี้มากถึงมากที่สุด .. (ถึงได้อยู่ด้วยกันได้ ไม่แย่งกันกิน ฮ่า)
- เมื่อก่อนเป็น soundtrack freak แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาตามแล้ว .. แย่จัง
จบข้อห้า! จบแล้วววววววววว
เอาล่ะ ใครยังไม่ได้เขียนอีกม่างงง (ยากแล้วแฮะ จะหาใครล่ะเนี่ย)
ที่จริงการ tag ในลักษณะนี้ สมัยมีบ้านอยู่ใน livejournal เค้าก็เล่นกันบ่อยๆ ในชื่อของ meme (ตกลงมันย่อมาจากอะไรหรือแปลว่าอะไร ใครก็ได้ ช่วยขยายความที) เนื้อหาของการ tag มีตั้งแต่เรื่องส่วนตัวที่คนอื่นไม่รู้ (อย่างนี้แหละ) ไปจนถึง "ฟิกแบบไหนที่โดนใจคุณที่สุด" และอื่นๆ
จะว่าไป พวก friday five นี่ถือเป็น tag ด้วยมั้ยนะ? แต่ว่า friday five มันไม่ใช่ว่าเราจะต้องแปะโป้งให้ใครมาตอบหรอกค่ะ เป็นแค่หัวข้อขำๆ สำหรับคนหมดมุขอัพได/บล๊อก อาทิตย์นึงจะมีคำถามหรือหัวข้ออะไรซักอย่างห้าข้อ โผล่มาทุกวันศุกร์ แล้วคนที่ตอบแล้วก็แค่ไปตอบใน LJ ของ Friday Five ว่าเขียนแล้วนะจ๊ะ ...
เอาล่ะ เกริ่นมาพอประมาณ...
5 Things You (Might) Not Know About Me... ห้าสิ่งที่คุณ (คง) ไม่รู้เกี่ยวกับ D.M.
1. D.M.
(ไหนๆ ตามกระแสแล้ว ส่วนใหญ่ข้อแรกเค้าพูดเรื่องชื่อกัน เราก็เอาชื่อบ้างสิ)
ดีเอ็มๆ เรียกกันว่า D.M. แต่มีใครบ้างที่รู้ว่า D.M. ย่อมาจากอะไร? (พวกที่รู้มานานแล้วก็เงียบปายก่อนค่ะ อิอิ)
จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ชื่อแรกที่ฉันใช้ในการเล่นอินเตอร์เนทหรอกค่ะ ชื่อแรกกกกจริงๆ เนี่ย ใช้สมัครสมาชิกพันทิปแบบได้เลขสมาชิกแค่สามหลักน่ะ (อู้วววว ช่างบ่งบอกความแก่) แต่ตอนนี้ชื่อนั้นก็ปิ้วหายไปแล้วเนื่องจากบริการอีเมล์ที่ใช้สมัครมันดันยกเลิกบริการเปลี่ยนเป็นแบบจ่ายตังค์ แล้วพาสเวิร์ดก็เลยพาลหายไปด้วย เสียดายที่สุด
แต่ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างหน่อย ก็จะเป็นชื่อ myrrh ที่ใช้ทั้งในพันทิปและในเวบบอร์ดหรือเมล์ลิ่งลิสเมืองนอก (ใครเล่นพวก LUNA SEA Webooard ของ kozi หรือ jrock@cohprog.com เมื่อซัก.. โห นานๆ น่ะ สมัยนั้นอาจจะพอคุ้นชื่ออยู่) และยังเป็นชื่อที่ใช้ในการทำเวบ LUNA SEA ENTERPRISE (แอบบอกไปกลายๆ จะมีใครที่เล่นแถวนี้จำเวบอันนี้ได้มั้ยเนี่ย.. เอ๊ะ หรือว่าควรจะเอาไปเป็นข้ออื่นนะ?)
myrrh เนี่ย เป็นชื่อที่สวย (คือเขียนออกมาแล้วตัวหนังสือมันเรียงกันสวยดี ไม่เชื่อเอา font แบบ script หน่อยพิมพ์สิคะ มันจะตวัดๆ อย่างงาม) และความหมายดี กล่าวคือ ความหมายตรงตัวของ myrrh มันเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เขาเอายางของมันมาทำกำยานค่ะ เป็นส่วนผสมของเครื่องหอม กลิ่นหอมมากกก แต่ในขณะเดียวกันความหมายจริงของคำนี้กลับมาจาก murr หรือ maror ในภาษาละตินที่แปลว่า "ขมขื่น".. เหอ เหอ ความหมายอีกอย่างคือ myrrha เป็นชื่อของนางไม้ (nymph) หนึ่งตนในเทพปกรนัมกรีกซึ่งมีศักดิ์เป็นแม่ของ Adonis ชายที่งามที่สุดในโลก แต่ฉันไม่ค่อยชอบพฤติกรรมของเธอที่มีลูกกับพ่อตัวเองหรอกนะ ...
แต่! ถึงจะสวยยังไง ความลำบากในการใช้ชื่อ myrrh คือ ... คนไทยอ่านไม่ออกค่ะ (ใช่มั้ยล่ะ อะหุ อะหุ) เวลาแนะนำตัว หรือเริ่มคุยกันตัวตัว มักจะเจอคำถามเสมอว่า "ชื่ออ่านว่าไงอ่ะ" "แปลว่าอะไรอ่ะ" จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าบอกไม่ได้อธิบายไม่ได้หรอกนะ แต่แบบว่า เวลามีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัด อิอิ
อย่ากระนั้นเลย ไหนๆ ก็บ้า STAR WARS เป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก บ้าแบบวายกันเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่เห็นอาจารย์กับศิษย์หน้ามนขึ้นลิฟท์มาด้วยกันใน Episode II .. เพราะฉะนั้น เราเปลี่ยนชื่อเป็น Darth Myrrh ให้เข้าสถานการณ์ (นัยว่าชีวิตชอบ dark side มากกว่าฝ่ายดี) แล้วก็ย่อมันซะให้เหลือแค่ D.M. เพื่อคนจะได้อ่านง่ายๆ ดีกว่า
ที่สำคัญ พอมาบ้าเจ้าหนูขนดก นักปั้นหม้อ ตัวละครสุดโปรดก็ดันมีชื่อย่อว่า D.M. เหมือนกันอีก อิอิอิอิ เข้ากั๊น เข้ากัน
จบเรื่องชื่อ D.M.!
2. appassionata
จากชื่อตัว ก็มาถึงชื่อ blog .. อิอิ (เล่นง่ายอย่างนี้แหละ)
appassionata เป็นชื่อเพลงค่ะ ชื่อมันก็แปลง่ายๆ ว่า the sonata of passion ล่ะนะ ชื่ออย่างเป็นทางการของเพลงนี้ก็คือ Piano Sonata No. 23 in F minor เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่ Beethoven เขียนอุทิศให้ท่านเซอร์ Brunswick (ชื่อเดียวกันกับโบว์ลิ่งนั่นแหละ อิอิ)
ที่เืลือกชื่อนี้ เพราะรู้ตัวว่าเป็นคน obsessive น่ะสิ ทำอะไรก็ต้องมี passion ไม่งั้นก็ไม่ทำ เข้าทำนองว่าต้องสุดๆ ไปเลย ไม่งั้นก็ไม่ทำ (แม่ง) มันซะเลย ตอนที่เริ่มเขียน blog ครั้งแรกกกสุดนั่นก็เขียนเพราะแอบไปเห็นบล๊อกของ Val แห่ง petshopofhorrors.com (เวบในตำนานอีกหนึ่งแห่ง เหอ เหอ) แล้วสมัยนั้นคนบ้าอะไรญี่ปุ่นๆ ในเนทยัง (เหมือนจะ) น้อย เลยมีสังคม blog ที่ไม่กว้างมาก ต่างคนต่างทำบล๊อกแล้วก็เอาไว้ในเวบของตัวเองในยุค personal website (โคตร) รุ่งเรือง
อีกอย่าง .. เพราะมันเป็นเพลงที่ Sybelle เล่นท้ายเรื่อง The Vampire Armand ด้วยไงล่า.. เรียกได้ว่าเป็น Vampire Chronicles เล่มที่ชอบที่สุดเล่มนึงเลย อาจจะเพราะไม่ค่อยมีบท Louis ให้รำคาญ (แหม พี่ Brad ในหนังก็หล่อดีอยู่หรอกค่ะ แต่ Louis ในหนังสือของป้าแอนนี่มันน่ารำคาญเช็ดเลย ให้ตายสิ!) แล้วก็แอบชอบฉากท้องเรื่องที่เกิดที่ Venice เป็นนักหนา
ที่้เลือกมาใส่บ๊อกวันนี้ เป็นมูฟเมนท์ที่สามของ appassionata - Allegro, ma non troppo - Presto ค่ะ ไม่ใส่ autoplay นะ .. เพราะเพลงมันยาว (8.08 นาที) และเข้าใจว่าคนไม่ได้ชอบฟังเพลงที่ตัวเองไม่ได้เปิดกันทุกคน (เพราะฉันก็เป็น ฮ่า)
Ludwig Van Beethoven : Piano Sonata No. 23 in F minor 'appassionata'
3rd Movement - Allegro, ma non troppo - Presto
3. ()
เป็นคนติด () .. คือติดวงเล็บ คือเขียนอะไรก็ตาม จะมีวงเล็บเยอะมาก และบางทีก็วงเล็บยาวๆ ซึ่งหลายคนก็จะบอกว่ามันเป็นวิธีการเขียนที่ไม่ดีเลยนะ เหมือนกับแนวความคิดมัน fragmented ไม่ปะติะปะต่อ กะลังพูดเรื่องหนึ่งอยู่อยู่ดีๆ ก็ไปพล่ามในวงเล็บซะยืดยาว
แต่ว่า.. มันแก้ไม่หายน่ะ เคยมีคุณเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตุว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นคนคิดอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กันในหัว เวลาพิมพ์ (หรือพูด) ก็เลยแบ่งช่องในหัวออกมาเป็น non-linear thinking ทำให้โดดไปโดดมาได้โดยตัวเองไม่งง (แต่คนฟัง/คนอ่านนี่ เสียสติไปแล้ว) (นั่น! วงเล็บอีกแล้ว)
เรื่องของการติดวงเล็บ บางทีมันก็ถูกเอามาโยงกับการที่ฉันเป็นคนมีความสนใจหลากหลายมากถึงมากที่สุด มีประวัติการเรียน/ทำงานที่ไม่ว่าเล่าให้ใครฟัง คนส่วนใหญ่ก็จะงง ว่ามันมาแนวนี้ได้ยังไง
นั่น! ไม่เชื่อล่ะสิ ....
เอาง่ายๆ ฉันเรียนมหาวิทยาลัยทั้งหมด 3 มหาลัย (ณ ตอนนี้.. อนาคตยังอาจจะเพิ่มอีก) แล้วทุกอย่างมันเหมือนจะคนละเรื่องกันหมดเลย
จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง (คอมพิวเตอร์) มาเป็นศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ) แล้วมาจบโทที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาฯ (ประวัติศาสตร์เขมรโบราณ)
ฮามั้ยล่ะค๊าา
(จบเรื่องวงเล็บ .. ทำไมสั้นจัง??)
4. the early life & education of D.M.
ไหนๆ ว่าเรื่องความสนใจหลากหลาย เอาเรื่องการเรียน/การงานเลยละกัน ท่าทางจะพิมพ์ได้ยาวสะใจดี
ตอนที่เรียนมัธยม ยัย D.M. เรียนสายวิทย์คอมพิวเตอร์ค่ะ ตั้งแต่โดนคุณแม่คุณน้าส่งไปเข้าค่าย "สมองแก้ว" แห่งคณะวิศวฯ เกษตรตอนป.5 ขึ้น ป.6 ก็ฟังใจถวายหัวว่าจะเรียนวิศวฯ คอม และด้วยความที่ผลการเรียนมันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรก็เลยเรียนสายวิทย์มาเรื่อย เรียนพิเศษมาเรื่อย ตั้งเป้าที่วิศวะมาเรื่อย
ตอนเอนท์ ยัยนี่เป็นรุ่นสุดท้ายที่สอบแบบเก่า กล่าวคือ เลือกคณะก่อนสอบเลย เลือกไว้สี่อันดับ ไม่มีการประกาศคะแนนแล้วให้ไปเลือกให้เหมาะกับคะแนนที่ได้ทีหลัง ชนิดว่าถ้าเกิดท้องเสียไม่ได้ไปสอบขึ้นมาล่ะก็ เสียสติเอนท์ไม่ติดไม่มีทางแก้ตัวกันเลยทีเดียว แต่ก็ดันเอาตัวรอดมาได้ และได้เรียนวิศวฯ คอมฯ สมใจนึก (บางลำภู.. ไม่ใช่ละ)
ปรากฏว่า.. ไอ้ที่คิดว่าชอบนักชอบหนา เข้าไปแล้วเรียนไม่ได้! ไม่สิ.. ไม่ใช่เรียนไม่ได้ .. ไม่ได้เรียน (ฮ่า) ครือ แหม คนเคยอยู่บ้านกลับไปอยู่หอ แถมที่มหาลัยที่เข้าได้เนี่ย สนุกมากกก เพื่อนๆ ขยันทำกิจกรรมกันตัวเป็นเกลียว แต่ไอ้เรามันพวกขยันกิจกรรมแต่เจือกไม่ไปขยันเรียนด้วย เกรดออกมาก็ไม่ถึงกับโดนไล่ออก แต่มันไม่สวยง่ะ (ครือ 2.00 ถ้วนในเทอมแรก.. ฮามั้ยล่า)
พอเทอมที่สอง เจอวิชา Thermodynamics เข้าไป .. เอ่อ อี D.M. ยิ่งเกลียดเคมีอยู่ อย่าเอาอะไรสับสนอย่างนี้มาให้ชั้นเรียนได้ม๊ายยย
เส้นฟางสุดท้ายเป็นตอนเข้าสอบ midterm วิชา Differential Equation ... ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะเพราะว่าต่อให้เรียน Thermodynamics ไม่รู้เรื่อง แต่เรื่องเลขนี่ยังไงก็ยังพอจะตู๊ๆ ไปได้อยู่ .. แต่นั่งมองข้อสอบแล้วมันนิ่งน่ะ คือ.. ไม่รู้ว่าจะทำข้อสอบนี้ไปทำไมนอกจากให้เรียนจบให้มันได้ใบปริญญามา ไม่มีความสุขกับมัน ไม่แฮปปี้ และไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมาได้ยังไง
นัยว่า ... ไม่อยากใช้เวลาอีกเกือบสามปีเรียนจนจบ แล้วเข้าไปทำงานอีกสิบปีสิบห้าปี แล้วเพิ่งค้นพบว่า "เฮ้ย นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบนี่หว่า"
จบเลยค่ะ เดินออกจากห้องสอบส่งกระดาษเปล่า เดินไปทะเบียนยื่นเรื่องลาออก (แต่เค้าให้ดรอปไว้ก่อน) แล้วค่อยกลับบ้านโทรหาแม่ "ลาออกแล้วนะ"
เอากะมัน
พอดีตอนนั้นเป็นช่วง LUNA SEA ขึ้นสมองด้วยล่ะ ฮ่าๆ พอเป็นไทแก่ตัวแล้วก็เลยตั้งใจว่า เอาวะ เข้าไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเสียเถิดจะเกิดผล ตอนนั้นเป็นปีแรกของการเอนท์แบบใหม่ที่ให้สอบสองรอบ เราก็พลาดการสอบรอบแรกไปแล้วเรียบร้อย รอบสองก็เปิดสมัครไปแล้ว เลยคิดว่าเออ ไม่ทันก็เรียน ABAC ก็ได้วะ
บังเอิ๊ญญญญ ตอนนั้นแฟนคุณแม่ทำงานทบวงมหาวิทยาลัย .. เลยมีข้อมูลการสมัครสอบล่าช้า หรือรอบสอง หรืออะไรซักอย่าง ทำให้ไปสมัครสอบเอนท์ได้ในวันสุดท้ายยยที่เค้าเปิด
เอนท์รอบสอง .. สอบสายศิลป์ใช้วิชาเลข 1 สอบแค่สี่ิวิชา (จากครั้งแรกสอบไปหก ฮ่า)
แล้วเลยได้มาเป็นเด็กสินสาด แล้วก็มาขี้เกียจที่สินสาดอีก เลยไม่เข้าเอกญี่ปุ่นไปเรียนเอกอิ๊งค์ก็ได้ .. ตอนแรกอยากได้โทวารสารศาสตร์เพราะยังชอบคอมพิวเตอร์และอยากไปเรียนต่อทาง New Media Journalism แต่แล้วก็เปลี่ยนแผนอีก
พอเรียนจบ ด้วยรู้ตัวว่าถ้าทำงานแล้วคงไม่ได้เรียนต่อง่ายๆ เลยขอชิงเรียนก่อนเลย แล้วก็เรียนอะไรที่อยากเรียนจริงๆ โดยไม่สนใจด้วยว่าเรียนแ้ล้วจะเอาไปทำมาหากินอะไร .. เลยเรียน Southeast Asian Studies แล้วก็ไปเน้นทางเขมรโบราณซะงั้น อิอิ
แต่ที่ขำคือ พอจบมาแล้ว กะลังคิดอยู่ว่าจะรับทุนที่เค้าให้ไปเรียนภาษาเขมรโบราณต่อ (ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเรียนป.เอกทางด้านเดิม) หรือจะทำงานดี ก็ปรากฏว่ามีบริษัทนึง (ก็ชื่อดังพอตัว) ติดต่อมาจากประวัติที่ทิ้งๆ ไว้ตามเวบหางาน.. ให้ไปทำงานตำแหน่ง online marketing (webmaster) ซะงั้น!
ปรากฏ เรียนมาตั้งมากมาย ที่ได้เอาไปใช้ในการทำงานจริงๆ กลับเป็นงานอดิเรกที่ทำมาตลอดตั้งแต่เริ่มบ้าเพลงญี่ปุ่น กับความรู้สมัยอยู่ชมรมที่โรงเรียนมัธยม.. ฮ่า
(ตอนนี้ไม่ได้ทำที่บริษัทนั้นแล้วล่ะ.. ใครติดตามอ่านเรื่อยๆ คงพอรู้ว่าทำอะไรอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่เรียนมาอีกแล้ว... )
(หาตัวเองเจอหรือยัง? ... นั่นก็ยังเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะงานที่ทำอยู่ตอนนี้จะว่าชอบก็ไม่เชิง แต่อย่างน้อยก็เป็นงานที่ทำเลี้ยงชีพให้มีตังมาคอสเล่นๆ ได้สบายหน่อยฮ่ะ ฮ่า)
จบข้อสี่!
5. and other stuff...
ไหนๆ ตามกระแสมาแล้ว ก็ตามกระแสไปให้ตลอด ข้อสุดท้ายเค้าชอบเอาไว้ใส่อะไรที่ยิบย่อยกัน ก็เอามั่งละกันนะ
- ตอนเด็กๆ เคยออกเทปค่ะ เป็นอัลบั้มเพลงเด็ก "ตาวิเศษตะลุยเมืองมอมแมม" ใช้ชื่อวงว่า "ขนม" ในสังกัด creatia artists (ที่ตอนหลังมาเป็น kita นั่นแหละ) .. เคยขึ้นเวทีเจ็ดสีคอนเสิร์ตด้วยนะเอ้า... หุหุ
- เป็นโรคชอบงีบกลางวัน กล่าวคือถ้าพอหาเวลาได้ จะต้องหาเวลางีบซักสิบห้านาทีเพื่อพักสมอง จนเลขาฯ เริ่มทำใจ ถ้า D.M. เดินเข้าไปในห้องนาย (ที่ยังไม่กลับจากกินข้าว) เมื่อไหร่ เป็นที่รู้กันว่าจะหายไปสิบห้านาทีแป๊ะ เหอ เหอ
- จำเพลง "ไม่กินเผ็ด" ได้มั้ย.. นั่นแหละ ฉันเลย ไม่กินเลยยยยแม้ซักนิด แอบเสียชาติเกิดที่เป็นคนไทยเล็กน้อย แต่.. ก็มันกินไม่ได้นี่นา
- เรียนเปียโนตั้งแต่ห้าขวบ แต่ดันทำนิ้วตัวเองหักตอนเล่นบาสสมัยมัธยม.. ตอนนี้เลยเล่นได้แค่อะไรง่ายๆ เพราะไม่งั้นเล่นไปซักสิบนาทีนิ้วจะ "ตาย" คือขยับนิ้วไม่ทัน เหมือนหมอนรองระหว่างข้อมันเสื่อมอะไรอย่างนั้นน่ะ
- (เขาว่า) เป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่จริงๆ แล้วไม่ค่อยคบใครหรอก คือ รู้จักกันผิวเผินคุยเล่นกันเฮฮาได้ แ่ต่เอาสนิทถึงแก่นเนี่ย น้อยนัก ..
- สำเนาถูกต้อง คุณคนนี้ เรื่องความเป็นสาววายคิดลึก... เอิ๊ก
- ฉันขี้หมั่นไส้คน แต่ก็แค่หมั่นไส้ไปงั้นหรอกนะ ไม่ได้เกลียดอะไรจริงจัง บางทีแค่ได้คุยกับคนนั้นก็หาย แต่นี่ก็คงเป็นนิสัยไม่ค่อยดีที่ควรจะแก้ให้ได้ (ซะที)
- ฉันเป็น imperfected perfectionist ...
- ฉันเกลียดพวก ผ.ร.ด.ม. กล่าวคือคนที่ไม่ได้รู้จริงแต่วางตัวประหนึ่งว่ารู้ทุกสิ่งในสามโลก เกลียดคนสร้างภาพ เกลียดพวก 'คนดี' และเกลียดคนที่ชอบเหยียบย่ำคนอื่นที่มีรสนิยมชอบอะไรไม่เหมือนตัว ... ดังนั้นถ้าคุณจะเป็นสาววายแบบ "กลับขั้วไม่ได้" นั้น ไม่ใช่ปัญหาในการคุยกันกับฉันค่ะ ตราบใดที่คุณไม่เริ่มบ่นว่าทำไมฉันถึงจับทุกคู่มากลับขั้วได้อย่างเมามันส์.. ก็ัมันรสนิยมของฉันน่ะ เอิ๊ก
- ไม่ชอบชอปปิ้ง ยกเว้นกับการเข้าร้านหนังสือกับเครื่องเขียน ที่จะสามารถอยู่ในนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ เคยทำสถิติซื้อเครื่องเีขียนทีเดียวเป็นเงินห้าหลัก .. นั่นล่ะมั้ง shopping therapy แบบ D.M. (แต่ไม่ชอบซื้อเสื้อผ้า (ไม่นับหาชุดคอส อิอิ) ไม่ชอบเดินชอปเครื่องสำอาง ไม่ชินกับการเดินฆ่าเวลาไปเรื่อยในห้าง เพราะงั้นเลยจะยินดีถ้ามีคนจัดการชีวิตให้จ้ะ)
- ชอบกินอะไรที่ชื่อเหมือนคนนี้มากถึงมากที่สุด .. (ถึงได้อยู่ด้วยกันได้ ไม่แย่งกันกิน ฮ่า)
- เมื่อก่อนเป็น soundtrack freak แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาตามแล้ว .. แย่จัง
จบข้อห้า! จบแล้วววววววววว
เอาล่ะ ใครยังไม่ได้เขียนอีกม่างงง (ยากแล้วแฮะ จะหาใครล่ะเนี่ย)
- ทามะ - มาช่วย vendetta สะกิดด้วยคน อิอิ
- chibi - น่าจะโดน tag อย่างโชกโชนแล้ว .. เอาไปอีกดอกละกันนะคะคุณน้อง อิอิ
- พี่ ren - ครือ เพิ่งรู้ตัวว่าเจอพี่ทีไร เอาแต่หัวเราะทุกทีอ่ะพี่ ..
- karael - ช่วยไม่ได้ พี่สาวคุณเป็นคน tag ฉัน.. เอาคืนไปในครอบครัวละกัน! ฮ่า
- ไอ่น้อง zeph - มามะ .. แก้เครียดๆ
Tags: rl, tag14 Comments
มันให้อารมณ์ขยายความดีออกค่ะ ไม่ค่อยเห็นว่าจะเป็นความคิดที่ไม่ปะติดปะต่อตรงไหนเลย
ชอบโทนสีของ Side Bar กับ Comment มั่กๆเลยนะ
ยาวเยื้อยแบบนี้ รู้แล้วว่าทำไมตอนอัพแล้วหายถึงโกรธ
หนูเหม่อชื่อมีที่มาที่ไปสลับซับซ้อนแบบนี้เอง เราว่าความขัดกันเองของความหมายชื่อ มันก็เหมาะกับแกดีนะ :D
ส่วนเรื่องเรียนเนี่ย ว่ากันไม่ได้เน้อ... เราคิดว่าเด็กไทยจำนวนมากมักจะ"หลงทาง" ค้นหาตัวเองและวิชาชีพไม่เจอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพแวดล้อมการเลี้นงดู ที่สร้างเด็กขึ้นมาแบบไม่รู้ความถนัดของตัวเอง อีกส่วนเป็นเพราะค่านิยม และทัศนคติที่สังคมยัดเยียดให้ (คณะโนดัง ดี เรียนแล้วเจ๋ง มหาวิทยาลัยนั้นมีชื่อเสียง ต้องเข้าให้ได้บลาๆๆ) และอีกส่วนเป็นเพราะระบบของการศึกษาเอง
เอิก มีสำเนาด้วย อิอิ
#1 By Valentino on 2007-01-07 12:51