(มาเป็่นอัพขำๆ .. เพราะไม่รู้จะเรียกว่าอะไร อัพรั่วก็ไม่เชิง อัพเลวก็คงไม่ใช่.. นั่นแหละ ขำๆ)

หายไปสามชาติเศษ ยกเว้นกรณีอัพบ้า (ซึ่งถ้าไม่ถูกลบก็จะถูก draft ไปด้วยเวลาอันรวดเร็ว ชีวิตสั้นๆ ของน้องเอนทรี่ *น้ำตาไหลสามแหมะ*)

ที่หายไปเพราะ.... ทนการกดดันของที่บ้านไม่ไหวค่าเจ้าข้าเอ๊ย กลับไปทำงานประจำซะแร้วเรียบร้อยโรงเรียนดีเอ็มแว้ว (ใครก็ได้อธิบายให้ฟังทีว่า "แว้ว" ทำไมมันถึงมาแทน "แล้ว" ได้... มันแผลงมาอีท่าไหน ท่าฉลอมหรือท่ามหาชัย *ตึ่กโป๊ะ*)

หนนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแค่ที่ทำงานค่ะ แต่เปลี่ยนลักษณะงานที่ทำเลยล่ะ ครือว่า ก่อนหน้านี้ทำพวกบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีบ้าบอทุกชนิดรวมถึงมือถือ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาทำ vanue ของงานแสดงสินค้า/การประชุม/คอนเสิร์ตพวกนั้นเลย

ดีฮ่ะ งานประจำก็ต่างกับงานหอกอิสระตามระเบียบ (ไม่พัก) เงินน้อยกว่า (ถ้าคิดเป็นรายวันกับจำวันเวลาที่ใช้ทำงานเป็นชั่วโมง) แต่แน่นอนกว่า กล่าวคือจะทำหรือไม่ ทำมากหรือทำน้อย เค้าก็จ่ายเงินเดือนเท่านั้นแหละ ไม่เหมือนงานหอกอิสระที่ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย งานมีเข้าน้อยก็ได้น้อย (ทำให้เกิดภาวะช๊อตเซอร์กิตเสมอ) อู้มากก็ได้น้อย เหอ เหอ

ข้อดีของงานประจำ (ที่เค้าว่ากัน) อีกอย่างคือมันได้เจอคนเยอะกว่าน่ะ อันนี้ก็ขึ้นกับลักษณะของงานฟรีแลนซ์ที่ทำด้วยแหละว่ามันงานแบบไหน ถ้าเป็นงานด้านภาษาอย่างที่เราทำเป็นหอกอิสระมันมักจะไม่ได้เจอใครไง วันๆ ไม่เห็นผู้คนจนถ้าท้องลูกคงออกมาหน้าเหลี่ยมเพราะแม่มันมองจอคอมมากไป (เย้ยยย)

แต่ที่ดีที่สุด คงเป็นงานประจำที่ว่างจนทำให้มีเวลาทำงานหอกอิสระไปด้วย รับสองเด้งฮ่ะ (กำลังหาทางทำให้งานนี้ทำได้แบบนั้นอยู่ กร๊าก)

แต่ข้อเสียก็คือ... แล้วช้านจะเอาเวลาที่หนายไปทำชุดคอสล่าาาา กะอีแค่งานไมนิจิคราวที่แล้วยังไม่ได้ไปเลยยยย ฮืออออออออออออออออออออ

(บ่นบ้าไปเรื่อย ทำไมมันไม่ขำเหมือนชื่อเรื่องล่ะ วู้)

ไหนๆ ก็ขำ (ตรงไหน) มาถึงตรงนี้แล้ว ไหนๆ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงรับปริญญา น้องๆ บัณฑิตใหม่หลายคนก็อาจจะได้งานแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังรอรับปริญญาให้เรียบร้อยก่อนค่อยมองหาอย่างจริงจัง ... เวลาหาตามเน็ท ส่วนใหญ่ก็จะเจอกับ "วิธีสัมภาษณ์งานให้ได้" ใช่มะคะ แถม "วิธีดูบริษัทที่มันสัมภาษณ์เรา" ให้ละกัน (เพราะอีนี่เลือกมาค่อนข้างเยอะ.. กร๊าก)

(หมายเหตุ เอาไปใช้ได้ในกรณีที่จะสัมภาษณ์เป็น ม.น.ง.ด. (มนุษย์เงินเดือน ไม่เกี่ยวไม่ได้เป็นญาติอะไรกับม.น.จ.จ. แต่อย่างใด) ภาคเอกชนเท่านั้น เพราะประสบการณ์อีคนเขียนนี่ไม่เคยสมัครงานราชการหรืออย่างอื่นฮ่ะ)

เค้าโทรมาเรียกไปสัมภาษณ์งาน เราต้องดูต้องเช็คข้อมูลอะไรบ้าง:

1. ชื่อบริษัท .. อ้าวน้อง (ใครน้องแก?) อย่าเพิ่งนึกว่าพี่มึน ชื่อบริษัทเนี่ย เอาไว้ในกรณีที่มันไม่่ใช่บริษัทที่พูดทีเดียว "อ๋ออออ" กันไปสามบ้านแปดบ้านค่ะ ถ้าเล่นกรณีทิ้งชื่อไว้ตามเวบหรือบริษัทจัดหางาน หลายครั้งจะมีบริษัทแปลกๆ โทรมา อย่าเพิ่งรีบบอกว่า "ชื่อไม่รู้จัก ไม่เอาไม่ไป" .. ขอชื่อบริษัทเค้าไว้ก่อน จดไว้เรยยิ่งดี ถ้าชื่อมันแปลกมาก ให้คนทางปลายสายสะกดให้เลยก็ได้ (ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษได้ยิ่งดี ถามไปเหอะ ไม่ต้องกลัวเค้าจะกัดหรือจะเปลี่ยนใจไม่ให้เราไปสัมภาษณ์หรอก)

บางที แม้จะเป็นชื่อที่ "อ๋อออ" .. ยังต้องถามเลยว่ามัน "อันไหนแน่" ยกตัวอย่างง่ายๆ .. ซัมซุงเนี่ย มันมีทั้งซัมซุงที่ทำ consumer กับซัมซุงที่เป็นโรงงาน แล้วยังมีซัมซุงที่เป็นประกันชีวิตอีกนะ! (อาจจะมีมากกว่านี้..แต่ไม่รู้แล้ว) ถ้านึกว่าจะได้ทำมาร์เก็ตติ้งสวยหรูแต่ดันไปสัมภาษณ์กับประกันเนี่ย... เอ่อ ไม่ผ่านนะคะ

2. ลักษณะธุรกิจของบริษัท.. มันทำอะไรแน่ (ต่อเนื่องกับข้อ 1 เล็กน้อย) ถ้าชื่อไม่คุ้น ไม่ต้องกลัวที่จะถามว่า "ขอโทษค่ะ บริษัทเกี่ยวกับอะไรคะ" ถามได้ เค้าไม่กัดเหมือนกันค่ะ

ถ้าถามแล้วยังไม่เคลียร์... Google to find them all โลดเลยฮ่ะ หาข้อมูลไว้ก่อนว่าไอ้บริษัทที่เค้ามาจีบเราไปให้เค้าเลือกเนี่ย มันทำอะไร อยู่ตรงไหน ใหญ่แค่ไหน (เพราะจะมีผลต่อการเรียกเงินเดือนงัยยย)

3. ตำแหน่งที่จะสัมภาษณ์... แม้แต่กรณีที่เราไปยื่นใบสมัครหรือส่งไปด้วยตัวเอง ถ้าเค้าโทรมาเรียกก็ยังต้องถามนะจ๊ะว่า "ตำแหน่งไหน" เพราะมีเยอะเหมือนกันที่ยื่นสมัครตำแหน่งนึง แต่เค้าเห็นประวัติแล้วจะอยากให้ไปทำตำแหน่งอื่นมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องคิดนิดนึงล่ะว่าใช่งานที่อยากทำรึเปล่า แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ไปสัมภาษณ์แล้วค่อยถามก็ได้ว่าจะให้เราไปทำอะไร เพราะบางทีแค่ชื่อตำแหน่งอย่างเดียวมันไม่สามารถบอกได้หรอกว่าเค้าจะให้ทำอะไร (แบบว่า เคยได้ยินชื่อตำแหน่ง RMS Trainer มั้ยล่าาา จ้างให้ก็เดาไม่ออกหรอกว่าตำแหน่งนี้จริงๆ มันทำอะไร ฮ่าๆ)

ข้อควรระวังก็คือ ถ้าโทรมาจาก xxx ประกันชีวิต หรือพวก "ธุรกิจขายตรง" แล้วเค้าบอกว่าตำแหน่งเป็น "ผู้บริหารฝึกหัด" หรืออะไรทำนองนั้น.. มันไม่ใช่หรอกค่ะ ส่วนใหญ่มันจะเป็นตำแหน่งตัวแทนนั่นแหละ (ก็ฝึกขายไปก่อน ถ้าทำได้ดีก็คงได้บริหารเค้าซักวัน) ซึ่งถ้าเป็นงานที่อยากทำก็ดีไปนะคะ แต่อย่าหลงลมเพราะชื่อตำแหน่งมันหรูดีซะล่ะ

4. วัน เวลา สถานที่ ย้ำ! วัน เวลา สถานที่ .. มันเหมือนจะเป็นเรื่อง common sense แ่ต่เท่าที่เคยคุยกับ HR มา (HR = Human Resource หรือภาษาไทยเรียกฝ่ายบุคคลถ้าบริษัทไม่อาจคิดคำหรูหรากว่านี้มาเรียกได้) เค้าบอกว่า มีเยอะมากกก ที่ไม่ถามหรอกว่าสัมภาษณ์ที่ไหน แค่ถามวันเวลาแล้วก็วางสายไปเลย คงตื่นเต้นจัดว่าในที่สุดก็มีคนเรียกตรูสัมภาษณ์แล้วโว้ยยยย เอิ๊ก

ที่สำคัญ เวลาถามสถานที่ ต้องถามให้ "ละเอียด" นะจ๊ะ อย่าเอาคร่าวๆ แบบได้ชื่อตึก ได้ชั้นแล้วเป็นพอ เพราะอิชั้นเองมีประสบการณ์บ้านนอกเข้ากรุง ขึ้นลิฟท์ผิดไปโผล่คนละปีกตึกมาแล้ว (เสียเซ้วอย่างแรง) ตึกใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ มันซับซ้อนนนน ถนนก็วกวนนน ถ้าไม่ใช่สถานที่ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว อย่ากลัวที่จะถามไปเลยว่าเดินทางทางไหนสะดวกที่สุดคะ ถ้าขับรถเวลาช่วงนั้น มาจากตรงนี้ๆ จะต้องใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ เค้าไม่คิดว่าเรางี่เง่าไม่รู้จักทางหรอก ดีซะอีกรู้จักเตรียมตัว ได้คะแนนล่วงหน้าจาก HR ไปแ้ล้วหนึ่งแต้ม

สี่ข้อเองค่ะ ... ได้ข้อมูลแล้วจดไว้ให้เรียบร้อยด้วย เพราะวันนี้จำได้ อีกสองวันอาจจะเผลอไปสลับกับวันนัดหมอฟันคนล่าสุด เสียโอกาสโดยไม่รู้ตัวฮ่ะ

ข้อควรปฏิบัติตอนสัมภาษณ์งาน ไม่เขียนละกันนะคะ รู้สึกคนเขียนกันเยอะแล้ว ฮ่า เอาเป็น "เรื่องที่ควรเช็คให้แน่ใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเอง" ดีก่า

แบบว่าตัวเองเคยเจอกับ HR ที่เขี้ยวที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยมาแล้ว (แต่ก็วัดจากประสบการณ์จำกัดจำเขี่ยของตัวเองล้วนๆ ในโลกนี้อาจจะมีที่แย่กว่านี้ แต่เราไม่เคยเจอนี่นา เหอ เหอ)

เวลาสัมภาษณ์งาน สิ่งหนึ่งที่ "มักจะ" ต้องกรอกในใบสมัครคือ "เงินเดือนที่ต้องการ" ซึ่งเด็กจบใหม่หรือแม้แต่ไม่ใหม่หลายคนก็จะคิดไม่ออกหรอกว่ากรอกกันเท่าไหร่ดี เป็นเรื่องน่าปวดหัว

วิธีเรียกเงินเดือนก็คือ ลองถามๆ คนที่ทำอยู่ในสายงานใกล้เคียงกัน ลักษณะบริษัทใกล้เคียงกัน ว่าเค้าได้อยู่ที่เท่าไหร่ ได้เงินเดือนที่อยากได้แล้วบวกไป 20 - 50% ตามแต่ความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง เพราะต้องโดนทางบริษัท "ต่อ" ลงมาแน่ๆ ค่ะ แต่ถ้าพูดเป็น ความสามารถสูงมากเค้าก็จะต่อได้น้อยหน่อย เราก็ได้มากหน่อย ถ้าหาตัวอย่างคนที่ทำงานสายนี้ไม่ได้จริงๆ ก็เว้นไว้ก็ได้ ใช้วิธีถามทาง HR คนที่สัมภาษณ์เรานั่นแหละ ว่า base เงินเดือนของตำแหน่งนี้อยู่ที่เท่าไหร่คะ ส่วนใหญ่พวกนี้เค้าจะมีในใจอยู่แล้ว ถ้าเราทำที่อื่นมาแล้วก็เอาเงินเดือนเก่าบวกอีกห้าสิบเปอร์เซนต์ (อย่างที่เก่าได้สองหมื่น ที่ใหม่ก็เรียกซักสาม เค้าก็ต่อลงมาเอง เอิ๊ก) แต่ถ้าไม่เคยทำเลยก็ต้องทำการบ้านมากกว่าคนอื่นนิด

ที่สำคัญ ต้อง "ต่อ" ค่ะ สมัครงานก็เหมือนเอาตัวเองไปเป็นสินค้าให้เค้าเลือกนะ ถ้าเรามั่นใจว่าสินค้าเราดี ลดราคามากเกินไป มันก็ไม่งาม (เสีย branding ฮ่า) แต่ถ้าเรียกสูงลิ่วๆๆ เกินไป เกินงบที่เค้าตั้งไว้ ต่อให้เค้าอยากได้เราไปทำงานด้วยแค่ไหนก็อาจจะต้องเลือกคนที่เก่งน้อยกว่าเราแต่เรียกเงินเดือนสมเหตุสมผลมากกว่าได้

ข้อมูลที่เราหามาเกี่ยวกับบริษัทจะมีผลก็ตรงนี้แหละ เพราะถ้าเป็นบริษัทฝรั่ง ก็เรียกได้สูงกว่าบริษัทไทย ยิ่งถ้าเป็นพวก Law Firms .. โอ๊ว เงินดี (แต่งานหนักเช็ดมาก)

การต่อเงินเดือนมักจะรวมถึงสวัสดิการต่างๆ ด้วย สำคัญมาก ต้องถามเลยว่าอัตราเงินเดือนเนี่ย รวมอะไรบ้าง สิ่งที่อาจจะเอามาพูดได้ตอนต่อเงินเดือนคือ .. ลักษณะงานต้องออกพบลูกค้ารึเปล่า มีโอทีมั้ย บริษัทอยู่ที่ไหน เดินทางจากบ้านเราต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณเท่าไหร่ มีค่าน้ำมัน ค่ามือถือให้รึเปล่า ปกติบริษัทปรับเงินเดือนให้พนักงานเดือนไหน (เพราะถ้าเราเข้ากลางปี หลังช่วงรับปริญญา มักจะเลยช่วงปรับเงินเดือนไปแล้ว และพอถึงช่วงปรับเงินเดือนช่วงหน้ามันก็ยังไม่ครบปีก็ไม่ได้ "ปรับตามน้ำ" อยู่ดี) แล้วปรับแต่ละครั้ง ขึ้นประมาณเท่าไหร่ (ปกติจะอยู่ที่ 10-15 % ... ถ้าหรูๆ ก็ 30% ต่อครั้งฮ่ะ)

ที่สำคัญ อย่าเหนียม แต่ อย่าก้าวร้าว ... ถามนิ่มๆ แต่ต้องถาม อย่าคิดว่า "ชั้นจบใหม่ ขอแค่เค้ารับก็ดีแล้ว" เด็ดขาด มั่นใจในตัวเองโหน่ยยย ไ่ม่งั้นซี้ซั้วเข้าไปแล้วจะแอบชีช้ำ


ที่สำคัญมากๆ อีกเรื่องคือ.. JD .. JD ที่ไ่ม่ใช่ JD Elezza แต่ย่อมาจาก job description .. คือลักษณะงานที่เค้าจะให้เราเข้าไปทำ (อย่างละเอียด) คือ ปกติเวลาเค้าสัมภาษณ์ เค้าก็จะถามถึงสิ่งที่เราเขียนไปใน resume นั่นแหละ (โม้อะไรไว้ เวลานี้ก็กรุณาตอแหลต่อให้เป็นเรื่องเดียวกันนะเจ้าคะ ไม่งั้นเค้าจับได้ไม่รู้นะ) แล้วก็จะถามว่า ถ้าทำไอ้นี่ได้มั้ย ไอ้นั่นได้มั้ย

หน้าที่ของเราก็คือ ถามไปเรยยย ว่างานที่เพ่สัมภาษณ์หนูอยู่เนี่ย จะเอาหนูไปทำอาราย (คะ) ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อความสบายใจทั้งคนจ้างและคนถูกจ้าง และอีกหน่อยเกิดเค้ารับ แล้วให้ทำงานจับฉ่าย จะได้บอกได้ว่า "นี่มันไม่ได้อยู่ในเจดีเจไดของชั้นแต่ต้นนิ (วะคะ)


นอกจากเรื่องเงินเดือนกับงาน สิ่งที่ควรถามก็คือ organization ของบริษัท เช่น ที่แผนกที่ต้องการให้เราเข้าไปทำงานด้วยมีคนกี่คน เรา้เข้าไปอยู่ตรงไหน คิดไว้ในหัวก็ดีว่าจากตรงนี้น่าจะก้าวไปตรงไหนได้ (ถ้าเริ่มจากเป็น staff ทำกี่ปีถึงจะขึ้นเป็น assist ได้ อะไรอย่างนั้น) เรื่องความก้าวหน้านี่ ลองเซิร์ฟๆ ถามจากทางคนสัมภาษณ์ก็ได้ค่ะ "ปกติที่นี่พิจารณาเลื่อนตำแหน่งยังไงคะ" อะไรแบบนี้ เค้าไม่มองว่าเราก้าวร้าวหรอกถ้าเราใช้น้ำเสียงกับเลือกคำดีๆ บอกแล้ว "อย่าเหนียม" แต่ "อย่าก้าวร้าว"

อีกอย่างที่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยนึกถึงคือ "สภาพออฟฟิส" ... ไม่รู้เหมือนกัน บางคนอาจจะคิดว่านี่เ็ป็นเรื่องเล็ก แต่อย่าลืมว่าเมื่อเข้าไปทำงานแล้ว เราต้องใช้เวลาวันและเจ็ดแปดชั่วโมงอยู่กับโต๊ะทำงาน ห้องทำงาน ถ้าลองขอเข้าไปเดินดูในออฟฟิสได้มั้ย หรืออีกวิธีนึงคือ "ขอเข้าห้องน้ำ" แล้วมันมักจะได้เห็นบางส่วนของที่ทำงานเค้าด้วย ก็ลองดูว่าเค้าจัดโต๊ะยังไง มีห้อง pantry ที่พักดื่มน้ำทานขนมอะไรมั้ย (สำคัญนะจะบอกให้ มันแสดงให้เห็นว่าเค้าใส่ใจสภาพความเป็นอยู่พนักงานแค่ไหน เอิ๊ก)

คิดไม่ออกแล้ว ... ไปทำงานดีกว่า (อู้มาอัพบล๊อกยาวมากก ฮ่า)

ขึ้นต้นเป็นอัพขำๆ ..ทำไมเขียนไปเขียนมามันยาวเป็นวาอย่างนี้ล่ะเนี่ย...


- - - - - - - - - - - - - - - - - -



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

หุๆ อ่านไว้ได้ความรู้ เอาไว้กรองเด็กเวลามาสมัครงาน ครุๆ อืมๆๆ

ยินดีด้วยที่ได้งานใหม่นะจ๊ะ ส่วนเวลาตัดชุดคอส...เดี๋ยวมันก็มีมาเองน่ะแหละ

#1 By reafre on 2006-07-05 11:29

ลืมไป แว้ว เนี่ยได้ยินครั้งแรกจาก โหน่งชะชะช่านะ ประมาณ หะโหน่งมาแว้ววว นั่นแหละ

#2 By reafre on 2006-07-05 12:07


อ่านแล้วได้ความรู้ อีกไม่ถึงสิบเดือน จด.(ที่ไม่ใช่job description)จะเรียนจบแว้วว

แต่หนูว่าจะเรียนต่อล่ะพี่ ยังไม่อยากเข้าสู่ระบบ ม.น.ง.ด.

#3 By จด.*จรุ๊ฟส์* on 2006-07-05 12:25

อ่านแล้วอยากไปสมัครงานใหม่ค่ะ ฮ่าๆ แต่ตอนนี้ก็เป็นอยู่ดี งานหนักมากแต่ก็ยังมีพลังชีวิตทำคอสอยู่ แหง่กๆ
กะจะทำจนกว่าร่างกายจะไม่ไหวน่ะค่ะ โอย มันเหนื่อยจิงๆเนอะ

#4 By ■ TamaRPG ■ on 2006-07-05 12:27

อ่านไปอ่านมา เหมือนที่นู๋เรียนในวิชา Human Resource Management เลยพี่ เหอเหอ

#5 By . : : ZePhyRuS : : . on 2006-07-05 13:21

แว้ว สงสัยจะมาจากคนพิมพ์ แล้วผิด ประมาณว่าพิมพ์ ว เร็วเกินไปเลยขี้เกียจแก้ อาศัยว่าเดี๋ยวคนอ่านก็คงเข้าใจ (รึเปล่า?)

เรื่องสมัครงาน สัมภาษณ์งานเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง อาศัยทักษะการแหลที่สูง ประสบการณ์และการพลิกแพลงช่วยได้อย่างมาก ตอนต้นปีสัมภาษณ์มาจนเกือบพรุนเลยทีเดียว ไม่เคยคิดเลยนะว่าแค่นั่งคุยกับคนเนี่ย มันเหนื่อยได้ขนาดนั้น

#6 By jeaneis on 2006-07-05 13:48

สุดยอดดด สาระ>\\\\\<b
ต้องรีบจำไว้ใช้มั่งแล้วล่ะค่ะ

#7 By Sysc`est // Zeii // เซ่ on 2006-07-05 17:38

พี่น่าจะมาเขียนเมื่อปีที่แล้วนะ มิ้นจะได้เอาเป็นแนว เอะๆ แต่ไว้จะเอาใช้ตอนเปลี่ยนงาน 55 แต่อ่านแลวจึ้กหลายข้อ เพราะข้อต้นๆ นึกว่าไปถามแล้วคะแนนจะติดลบข้อหาจำบริษัทเขาไม่ได้ อ่านแบบนี้อ่าวถามได้หรอกเหรอ แหม่ๆ (แต่เรื่องเดินทางยังไงไม่เคยพลาด 55)
ส่วนตัวที่มิ้นทำ งานก็พอทนนะ สวัสดิการน้อย ดีอย่างเดียว ว่างแบบหาเวลามาทำจ๊อบขายโด เที่ยวงานการ์ตูนนี่แหละ 55

#8 By chibi on 2006-07-05 20:09

หมดวัยหางานแล้วด้วยจิ

ยินดีด้วยกับงานใหม่ โตเร็วๆนะจ้ะ อิอิ

#9 By The Ren on 2006-07-05 23:18